วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Leonardo Da Vinci : จิตรกร ช่างแกะสลัก สถาปนิก วิศวกร หรือนักวิทยาศาสตร์?


อัตชีวประวัติของอัจฉริยะ ลีโอนาโด ดา วินชี เป็นอีกเรื่องราวหนึ่ง ที่น่าสนใจ
และก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้พายฟันธงได้ว่า "การอ่านทำให้คุณมหัศจรรย์"
เพราะไม่ว่าจะเป็น จิตรกร ช่างแกะสลัก สถาปนิก วิศวกร หรือ นักวิทยาศาสตร์ ก็รวมอยู่ในคนคนนี้
ลีโอนาโด ดาวินชี เกิดเมื่อ 15 เมษายน ปี ค.ศ. 1452 (ประมาณ 555 ปีแล้ว) ในเมือง Vinci แถบ Florence ประเทศอิตาลี
ลีโอนาโดถือเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่คนนึง ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance)
อีกทั้งยังได้รับการยอมรับอย่างมากในด้านวิทยาศาสตร์อีกด้วย
กว่าศตวรรษหลังจากเขาเสียชีวิตลง นวัตกรรมด้านการวาดภาพของเขากลับมีอิทธิพลอย่างมาก
กับหลักสูตรวิชาจิตรกรรมในอิตาลี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนั้น ด้านวิทยาศาสตร์ก็ได้รับประโยชน์
จากการศึกษาของดาวินชี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กายวิภาคศาสตร์ (anatomy) ทัศนศาสตร์ (optics) และเรื่องระบบไฮดรอลิก (hydraulics) ที่ใช้น้ำในการขับเคลื่อน ก็เป็นสิ่งที่ลีโอนาโด คิดไว้ก่อนล่วงหน้าการพัฒนาของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่หลายขุมนัก
ถ้าสมัยนั้นมีรางวัลโนเบล ชายผู้นี้คงจะกวาดไปซะแทบทุกแขนง...

ลีโอนาโด ดา วินชี เป็นบุตรนอกกฎหมาย ของ Ser Piero กับ หญิงสาวชนบท
เขาจึงไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นแบบแผนเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป
แต่อย่างไรก็ตาม ลีโอนาโดกลับได้ความรู้มากมาย
จากความสุขในการชอบอ่านผลงานต่างๆ ของนักวิชาการกรีกโรมันโบราณด้วยตัวเขาเอง
ราวปี 1466 ลีโอนาโดมีโอกาสได้เข้าฝึกงานกับ จิตรกรและนักแกะสลักชาวฟรอเรนไทน์ (Florentine) ชื่อ แอนเดรีย เดล เวอรอคชิโอ (Andrea del Verrocchio) ผู้ซึ่งเป็นจิตรกรเอกของเมืองฟลอเรนซ์ในยุคนั้น
ว่ากันว่า ลีโอนาโด ซึ่งเป็นศิษย์ สามารถวาดภาพได้ดีกว่า Verrocchio มาก
จนทำให้ Verrocchio ตัดสินใจเลิกวาดภาพเลยทีเดียว
เมื่ออายุได้ 22 ปี เขาก็ได้เป็น สมาชิกของ guild of St. Luke โดยได้จารึกชื่อไว้ว่าเป็น จิตรกร
ภายในปี 1478 ลีโอนาโด จึงกลายเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว โดยมีภาพวาดชิ้นใหญ่ภาพแรกคือ Adoration of the Magi
ซึ่งเป็นภาพที่ ในที่สุดแล้วลีโอนาโดก็ไม่ได้วาดให้เสร็จ ผลงานอื่นๆ ในช่วงเดียวๆ กันของเขา ได้แก่
ผลงานที่เป็นที่รู้จักกันภายใต้ชื่อ Benois Madonna, ภาพ portrait ของ Ginevra de Benci และ
อีกภาพที่วาดไม่เสร็จเช่นกัน Saint Jerome


มีกิตติศัพท์ คำเล่าลือเกี่ยวกับลีโอนาโดว่า สมัยเป็นหนุ่มนั้น
เป็นคนที่หน้าตาดีมาก เป็นเด็กหนุ่มที่น่าจับตามองที่สุด
""beautiful, strong, graceful in all his actions,
and so charming in conversation that he drew all men's spirits to him."
ซึ่งพอจะแปลความได้ว่า
"ความงดงาม, ความแข็งแรง, ความสง่า มีอยู่ในทุกการกระทำของเขาและ ความมีเสน่ห์ ในการปฏิสันถาร ซึ่งเขาได้ดึงดูดจิตใจ ของทุกคนสู่เขา "

แต่ทว่า...

ยังมีอีกคำกล่าวนึง
"Leonardo and His World
He was left handed in a world where such were considered demon filled.
He was an outspoken vegetarian in a world of meat eaters.
He was a pacifist in a world where force was a tool of government.
He was a gay man in world where only heterosexuals were okay."

"ลีโอนาโด และ โลกของเขา
เขาผู้ซึ่งถนัดซ้าย มีชีวิตอยู่ในโลกซึ่งมองการถนัดซ้ายเป็นเหมือนปีศาจสิงอยู่
เขาทานมังสวิรัติ ท่ามกลางโลกของมังสโภชนา
เขาเป็นผู้ยึดมั่นในสันติ ท่ามกลางโลกซึ่งใช้อำนาจเป็นเครื่องมือในการปกครอง
เขาเป็นเกย์ ท่ามกลางโลกที่คิดว่ารักต่างเพศเท่านั้นจึงจะถูกต้อง"

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

3 ร้านช็อกโกแลตชื่อดังในนิวยอร์กเตรียมพร้อมแล้วสำหรับวาเลนไทน์นี้


Mariebelle มีช็อกโกแลตร้อนที่มีชื่อเสียงมาก โดยลูกค้า
สามารถนั่งจิบช็อกโกแลตร้อนๆ ได้ภายในร้านที่มีบรรยากาศสงบ
ฃนอกจากนี้ยังมีช็อกโกแลตให้เลือกกว่า 27 ชนิด เช่น รสมะนาว
รสถั่วฮาเซล รสชา

เมนูเครื่องดื่มช็อกโกแลตที่ได้รับความนิยม
• Aztec Hot Chocolate
• Aztec Spicy Hot Chocolate
• Aztec Mocha Hot Chocolate
• Aztec Iced Chocolate
• Iced Chocolate With Orange Juice
• Iced Chocolate With Coconut



Martine's Chocolate ก่อตั้งในปี 1992
เป็นร้านช็อกโกแลตที่ถูกจัดอยู่ในอันดับ 1 ของร้านช็อกโกแลตที่ดีที่
สุดจากนิตยสารผู้บริโภคฉบับหนึ่ง และได้รับการจัดอันดับให้เป็นร้าน
ช็อกโกแลตที่มีคุณภาพดีที่สุดในปี 2008-2010 จากคู่มือของ
Zagat Gourmet เนื่องจากเป็นร้านช็อกโกแลตที่เน้นทำสดๆ
แฮนด์เมด ซึ่งแสดงวิธีทำกันสดๆ ต่อหน้าลูกค้า และมีขั้นตอนการ
เลือกวัตถุดิบที่สด ธรรมชาติ และต้องดีที่สุดในโลก เช่น เนยจาก
ฝรั่งเศส ช็อกโกแลตจากเบลเยี่ยม ครีมจากอเมริกา ส่วนเมนูที่ดัง
และขึ้นชื่อคือ Chocolate Sugar Free ที่กินแล้วไม่อ้วนนั่นเอง


Vosges เป็นร้านที่จัดตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อให้ลูกค้า
ได้ชิมรสชาติช็อกโกแลตอย่างเพลิดเพลิน ซึ่งช็อกโกแลตที่นำมา
ขายถูกผลิตอยู่ในครัวใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในชิคาโก้ เมนูที่ขึ้นชื่อว่า
แปลก แต่มีรสชาติที่เข้ากันและอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อคือ เบคอน
ช็อคโกแลต เป็นเนื้อเบคอนในช็อกโกแลตนม

เมนูอื่นๆ ที่ขึ้นชื่อ
• Full Moon Brownies
• Love Goddess Cake
• Chocolate, Chili Mole Marinade

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

23 กันยา วันลาโลกของ "ซิกมุนด์ ฟรอยด์" บิดาแห่งจิตวิเคราะห์


(23 ก.ย.) เมื่อ 65 ปีที่แล้ว (ปี 1939) เป็นวันสุดท้ายที่ ซิกมุนด์ (ซิกมันด์) ฟรอยด์ นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย บิดาแห่งศาสตร์ที่ว่าด้วยจิตวิทยาของโลกได้มีลมหายใจอยู่บนโลก
ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาชาวออสเตรียเชื้อสายยิวเกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1856 ในจักรวรรดิออสเตรียซึ่งปัจจุบันคือเมืองไฟรเบิร์ก รัฐโมราเวีย สาธารณรัฐเช็ก ชื่อเดิมของเขาเมื่อแรกเกิดคือ ซิกิสมุนด์ ชโลโม ฟรอยด์ ก่อนที่จะตัดให้สั้นลงเหลือแค่ซิกมุนด์ ฟรอยด์ในปี 1877
ครอบครัวของฟรอยด์มีอาชีพขายขนสัตว์ มีฐานะปานกลาง เมื่ออายุได้ 4 ขวบจึงย้ายจากเมืองไฟรเบิร์กไปอยู่ที่กรุงเวียนนา และแต่งงานกับมาร์ธา เบอร์เน มีลูกด้วยกันถึง 6 คน จนถึงปี 1938 กองทัพนาซีของเยอรมันบุกเข้ายึดครองออสเตรีย ทำให้เขาต้องหลบหนีไปอยู่ที่อังกฤษ และ 1 ปีหลังจากนั้นเขาก็ถึงแก่กรรมในวันที่ 23 กันยายน 1939 ด้วยอายุ 83 ปี
ฟรอยด์สนใจด้านวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเวียนนาสาขาวิทยาศาสตร์ในปี 1873 แต่เนื่องจากสาขานี้มีรายได้น้อยไม่พอหาเลี้ยงครอบครัว เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อในสาขาแพทยศาสตร์ หลังจากเรียนจบเขาได้ไปศึกษาต่อด้านโรคทางสมองและประสาทที่กรุงปารีสกับหมอผู้เชี่ยวชาญด้านอัมพาต ที่นั่นฟรอยด์ได้ค้นพบว่าความจริงแล้วคนไข้บางรายป่วยเป็นอัมพาตเนื่องจากภาวะทางจิตใจไม่ใช่ร่างกาย
หลังจากกลับมาอยู่ที่กรุงเวียนนา ฟรอยด์จึงตัดสินใจเดินบนถนนของจิตแพทย์ และใช้วิธีการรักษาแบบจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) กับคนไข้ที่เป็นอัมพาต กล่าวคือให้ผู้ป่วยเล่าถึงความคับข้องใจหรือความหวาดกลัวและพยายามให้ผู้ป่วยเข้าใจเหตุการณ์นั้นๆ เพื่อลดความขัดแย้งในใจ ปรากฏว่ามีผู้ป่วยหลายรายหายจากอัมพาต
นอกจากนี้เขายังได้เขียนตำราเกี่ยวกับทฤษฎีที่เขาค้นพบไว้หลายเล่ม ซึ่งเรื่องที่มีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เช่น The Interpretation of dream (1900), New Introductory Lectures on Psychoanalysis (1933) เป็นต้น ทั้งนี้เขายังมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากอีกด้วย
ฟรอยด์ถือเป็นทั้งแพทย์และนักจิตวิทยาที่บุกเบิกการศึกษาทางด้านจิตวิทยา ทฤษฎีต่างๆ ที่เขาค้นพบยังคงนำมาใช้รักษาโรคทางจิตอยู่จนถึงปัจจุบัน หนึ่งในแนวคิดที่โด่งดังที่สุดของเขาก็คือ ความเชื่อที่ว่าพลังจิตใต้สำนึกมีผลต่อพฤติกรรมของแต่ละบุคคลและจำแนกบุคคลให้มีลักษณะแตกต่างกัน
เขาอธิบายว่าจิตใต้สำนึกของคนเราแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ อิด(Id), อีโก้(Ego) และ ซูเปอร์อีโก้(Superego) โดย อิดจะเป็นพลังอารมณ์ความรู้สึกที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด เช่น รัก โลภ โกรธ หลง หรือเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณดิบของคนเรานั่นเอง ซึ่งหากคนเรามีอิด เพียงอย่างเดียวก็จะไม่ต่างอะไรกับสัตว์ที่ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจตัวเองได้
ในขณะที่ ซูเปอร์อีโก้จะเป็นพลังงานที่เกิดจากการเรียนรู้ค่านิยมต่างๆ เช่น ความดี ความชั่ว มโนธรรม เป็นต้น ซึ่งเป็นพลังในส่วนดีของจิตมนุษย์ที่จะคอยหักล้างกับพลังอิด
ทั้งนี้ในระหว่างความสุดขั้วของอิด และซูเปอร์อีโก้นั้นจะมี อีโก้อยู่ระหว่างกลางคอยทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้คนเราแสดงสัญชาตญาณดิบออกมามากเกินไป แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้คนเราแสดงออกซึ่งมโนธรรมเพียงอย่างเดียวเฉกเช่นซูเปอร์อีโก้

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

ชูลส์ แวร์น


ชูลส์ กาบรีล แวร์น (ฝรั่งเศส: Jules Gabriel Verne) (8 กุมภาพันธ์, พ.ศ. 2371 - 24 มีนาคม, พ.ศ. 2448) หรือที่รู้จักกันว่า จูลส์ เวิร์น เกิดที่เมืองนองส์ (Nantes) ประเทศฝรั่งเศส เป็นนักเขียนชาวฝรั่งเศส ผู้บุกเบิกการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์สมัยแรกๆ แวร์นมีชื่อเสียงจากการเขียนเรื่องเกี่ยวกับการผจญภัยในอวกาศ ใต้น้ำ และการเดินทางต่างๆ ก่อนจะมีการประดิษฐ์เรือดำน้ำ หรืออากาศยานจริงๆ เป็นเวลานาน นวนิยายของเขามักใส่เนื้อหาวิทยาศาสตร์ที่สมจริง ซึ่งยังไม่คุ้นเคยกันในสมัยนั้นแต่ได้รับการยกย่องเป็นอย่างดีในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะบุกเบิกงานด้านนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มีสัดส่วนที่น้อยกว่าเนื้อหาแนวอื่นๆ ที่เขาเขียน

บทประพันธ์ที่สำคัญได้แก่ Around the World in Eighty Days, Five Weeks In a Balloon, 20,000 Leagues Under the Sea นิยายวิทยาศาสตร์ในยุคท้าย ๆ ของ จูลส์ เวิร์นจะเริ่มสะท้อนถึงการมองเห็นด้านมืดของเทคโนโลยีรวมถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้อย่างผิดทาง เช่น The Clipper of the Clouds, The Master of the World จูลส์ เวิร์นเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2448 ภายเขาได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์โลก" ร่วมกับ เฮช. จี. เวลล์ (Herbert George Wells) นักเขียนชาวอังกฤษ ซึ่งนักเขียนทั้งสองคนนี้ได้มีอิทธิพลต่อนิยายวิทยาศาสตร์และวงการวิทยาศาสตร์มาจนถึงปัจจุบันนี้

ชื่อของชูลส์ แวร์น ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของ ยานขนส่งอัตโนมัติ (Automated Transfer Vehicle - ATV) ลำแรกขององค์การอวกาศยุโรป[1] ซึ่งจะทำหน้าที่ขนส่งพัสดุ รวมทั้งต้นฉบับนิยายวิทยาศาสตร์ของเขา ขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550[2]

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

10 เมืองที่เป็นมิตรต่อการขับขี่จักรยานมากที่สุดในโลก โดยใน 10 อันดับ

10 เมืองที่เป็นมิตรต่อการขับขี่จักรยานมากที่สุดในโลก โดยใน 10 อันดับนั้นประกอบด้วย
อันดับที่ 1 เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
ที่เมืองนี้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับสูงสุด เพราะว่า ประชากรเกือบ 40% ในกรุงอัมเตอร์ดัมเดินทางโดยการใช้รถจักรยาน แถมในเมืองนี้ยังมีจักรยานสาธารณะให้เช่ากันอย่างแพร่หลาย ทั้งยังมีแผนจัดสร้างที่จอดจักรายานขนาดใหญ่ที่สถานีรถไฟหลักประจำเมืองอัมสเตอร์ดัม ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว

อันดับที่ 2 เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก
สำหรับเมืองนี้ 32% ของประชากรจะขี่จักรยานไปทำงานเป็นกิจวัตรประจำวัน และทางเมืองโคเปนเฮเกนยังมีวัฒนธรรมในการสนับสนุนให้ใช้รถจักรยานประจำเมืองด้วยการอนุญาตให้เช่ารถจักยานสาธารณะได้ฟรี โดยผู้เช่าจ่ายเพียงค่ามัดจำเท่านั้น

อันดับที่ 3 เมืองโบโกต้า ประเทศโคลัมเบีย
เนื่องจากประชากรในเมืองโบโกต้าที่ครอบครองรถยนต์มีเพียงแค่ 13% เท่านั้น การสัญจรโดยจักรยานจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งทางการของเมืองโบโกต้ายังได้สนับสนุนการไม่ใช้รถ ด้วยการปิดถนนระยะทาง 70 ไมล์ เป็นเวลา 1 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเปิดทางสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่รถจักรยาน นักวิ่งจ็อกกิ้ง/ผู้เดินเท้า รวมถึงนักเล่นสเก็ตอีกด้วยค่ะ

อันดับที่ 4เมืองคูริติบา ประเทศบราซิล
จริงๆ แล้วเมืองคูริติบามีแผนการสนับสนุนการสัญจรด้วยจักรยานมาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว โดยในเมืองนี้จะมีการสร้างเลนจักรยานอยู่ทั่วทุกแห่งในคูริติบา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่สนับสนุนการขี่จักรยานเพราะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยหลีกเลี่ยงสภาพรถติดของเมืองนี้ได้

อันดับที่ 5 เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา
เมื่อ 2 ปีก่อน เมืองมอนทรีได้ทุ่มงบประมาณจำนวน 134 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,422 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงทางเดินรถจักรยานและสร้างที่ล็อกรถจักรยานอยู่ในที่จอดรถของเมือง นอกจากนั้น เมืองมอนทรีออลยังประกาศว่าขณะนี้ตนเองได้สร้างเลนจักรยานเป็นระยะทาง 2,400 ไมล์ และมีแผนจะขยายความยาวเพิ่มขึ้นอีก ที่สำคัญนครใหญ่อันดับ 2 ของแคนาดาถือเป็นเมืองแรกของภูมิภาคอเมริกาเหนือ ที่รวมเอาแผนงานเกี่ยวกับรถจักรยานเข้าไปในการจัดการโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอีกด้วย

อันดับที่ 6 เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา
เมืองนี้มีทางสัญจรสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ ซึ่งทางที่สร้างขึ้นนั้นจะผ่านหน้าบ้านของประชาชนพอดี นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายจักรยานราคาถูกให้แก่ประชาชนที่ฐานะไม่ดีอีกด้วย สำหรับทางเดินรถจักรยานในพอร์ตแลนด์มีความยาว 260 ไมล์ และผู้คนเกือบ 9 % ของเมืองได้หันมาสัญจรโดยใช้รถจักรยาน

อันดับที่ 7 เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ที่บาเซิลมีถนนที่เอื้อต่อผู้ขับขี่จักรยาน นอกจากนี้เมืองยังสนับสนุนเครือข่ายกิจการให้เช่ารถจักรยานแก่ประชากรทั่วไปและนักท่องเที่ยวอีกด้วย

อันดับที่ 8เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน
ที่บาร์เซโลนาได้มีการสร้างทางรถจักรยานที่เรียกว่า "อะ กรีน ริง" อยู่รอบใจกลางเมือง โดยในวงแหวนนี้จะมีสถานีรถจักรยานประจำการอยู่ถึง 100 แห่ง ซึ่งประชาชนสามารถเช่าและคืนรถจักรยานสาธารณะได้ในสถานีที่แตกต่างกัน

อันดับที่ 9 เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน
ถึงแม้ว่าในปักกิ่งจะมีจำนวนรถยนต์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเดินทางโดยจักรยานก็ถือเป็นการเดินทางที่ดีที่สุดของเมืองนี้ เพราะเนื่องจากปัญหารถติด ทำให้จักรยานเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ทั้งนี้นอกจากรัฐบาลยังให้การ่สนับสนุนให้ผู้คนใช้จักรยานแล้ว อากาศที่ดีก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญซึ่งส่งผลให้คนจีนในปักกิ่งยังนิยมขี่จักรยานกันอยู่

อันดับที่ 10 เมืองทรอนด์เฮม ประเทศนอร์เวย์

สำหรับที่นี่แล้วอุปสรรคสำคัญสำหรับการมีพาหนะเป็นรถจักรยานในเมืองที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นเนินเขา ก็คือ การต้องใช้พลังงานอย่างหนักหน่วงในการปั่นจักรยานขึ้นเนิน แต่เมืองทรอนด์เฮมกลับสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ด้วยการประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า "ลิฟท์จักรยาน" ซึ่งมีวิธีการเคลื่อนไหวคล้าย ๆ กับการลากสกี ขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถนำรถจักรยานของตนเองขึ้นเนินเขาได้โดยไม่ต้องเสียแรงปั่น ทั้งยังเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้รถจักรยานอีกด้วย
ได้เห็นแบบนี้แล้วก็ต้องหันกลับมามองเรื่องของระบบจราจรในบ้านเราเหมือนกันนะคะ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีเส้นทางสัญจรสำหรับรถจักรยานโดยเฉพาะสักที เราจะได้หันมาอนุรักษ์พลังงานกันด้วยการปั่นจักรยานบ้างยังไงล่ะค่ะ …

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

7 เคล็ดลับเด็ด กิน Fast food แบบไม่อ้วน


1. เพิ่มทอปปิ้งผักให้มากขึ้นในแซนวิช หรืออาหารชุดที่สั่ง เช่นผักสด มะเขือเทศ หัวหอม จะช่วยเพิ่มวิตามิน ใยอาหารและรสชาติของ แซนด์วิชแต่เพิ่มเพียงไม่กี่แคลอรี่เท่านั้น
2. เลือกน้ำสลัดที่มีไขมันต่ำ หรือแบบน้ำใส แต่ถ้าใครบอกว่ามันไม่อร่อยล่ะก็ ลองเลือกน้ำสลัดแบบที่ใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์เป็นส่วนผสมจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า
3. ไม่ควรเพิ่มเกลือในอาหารอีก เพราะในอาหารมีความเค็มของโซเดียมมากเกินพออยู่แล้ว การรับประทานรสเค็มมากจนเกินไปจะทำให้ ไตทำงานหนัก

4. ซอสมะเขือเทศมีส่วนผสมของน้ำตาลเยอะกว่าที่เราคิด แถมบางยี่ห้ออาจมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูมากเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว หากคนไหนรับประทานอาหารฟาสฟูตแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็สามารถลดปริมาณทานซอสให้น้อยลงได้
5. ถ้าเป็นไปได้เลือกไก่ย่างดีกว่าไก่ทอดและจะแคลอรี่และไขมันน้อยกว่า
6. ชีสหรือเนยแข็ง เป็นไขมันอิ่มตัวสูง แต่ถ้าหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็เลือกทานชีสแบบที่มีแคลเซี่ยมสูงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า
7. เลือกดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้สดแทนน้ำอัดลม

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

ภาษาอังกฤษอ่อนแอ แก้ได้จ้า



เพื่อนคนไหนที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะแข็งแรงไม่ต้องกลัวไปค่ะเรามีเคล็ดลับดีๆมาบอกเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้เพื่อนๆเก่งภาษาอังกฤษขึ้นอย่างแน่นอน
1. ไปหาซื้อ Dictionary มา 1 เล่ม เอาเล่มที่ด้านหนึ่งแปลอังกฤษ - ไทย อีกด้านแปลไทย - อังกฤษ เอาเล่มขนาดพอดีๆ พกพาสะดวก

2. ลองนั่งในห้อง แล้วมองดูว่า ในห้องที่เรานั่งอยู่ มีเครื่องใช้อะไรบ้างที่เราไม่รู้ภาษาอังกฤษ แล้วเปิด Dictionary ดูว่าสิ่งนี้ภาษาอังกฤษคืออะไร แล้วก็จดไว้ในสมุดเลคเชอร์ เช่น มองเห็นตู้เย็น ก็เปิดดูๆ โอ้ refrigerator นั่นเอง ลองทำบ่อยๆ วันละ 1-10 คำ ไม่ต้องไม่ซีเรียสกับมานมาก แต่ขอให้เปิดดูบ่อย ๆ ว่างๆก็เอามาเปิดดู

3.เวลาไปไหนมาไหน ลองสังเกตุป้ายโฆษณา ข้อความต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ เช่น..ป้ายจราจร shift left = เลี้ยวซ้าย ลองจำไว้ คำไหนไม่รู้ความหมาย ก็ลองจดมาหาความหมายทีหลังก็ได้ค่ะ

4.เวลาตามร้านหนังสือที่เขาลดราคา ก็ลองเปิดดูหนังสือภาษาอังกฤษบ้าง เช่น บทสนทนาภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษที่ใช้ในการท่องเที่ยว แล้วก็ลองจำสำนวนแปลก หรือคำที่เราไม่รู้ หรือไม่เคยใช้ มาจดในสมุดเลคเชอร์ (อิอิ แอบประหยัด)

5.ทำอย่างนี้บ่อยๆ ไม่ต้องซีเรียสกับมัน แต่ให้สนใจเปิดหนังสือที่เพื่อนเลคเชอร์ บ่อยๆ หรือสนใจภาษารอบข้างเรา เราก็จะได้ไปเอง