วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทำไม..โดนัทถึงมีรู


ขนมโดนัทซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองของเนเธอแลนด์นั้น เดิมไม่มีรูตรงกลาง แต่เป็นแป้งทอดมีรสหวาน บางครั้งโรยน้ำตาลด้วย มีชื่อภาษาดัตช์ที่แปลเป็นไทยได้ว่า ขนมน้ำมัน (oil cake) ชาวยุโรปที่อพยพไปสหรัฐอเมริกา ในต้นศตวรรษที่ 17 ได้นำขนมประเภทนี้ไปด้วย เนื่องจากขนมนี้มีรูป ร่างกลมเล็กเท่าลูกวอลนัท ชาวนิวอิงแลนด์จึงเรียกขนมนี้ใหม่ว่า โด แปลว่า ก้อนแป้ง) ทั้งๆ ที่ขนมนี้ไม่มีถั่วเป็นส่วนประกอบเลย

รูตรงกลางโดนัทเพิ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เมื่อนาย แฮนสัน เกรกอรี กัปตันเรือชาวเมืองรอคพอทรัฐเมน เจาะรูแป้งโดนัท ที่มารดากำลังจะทอด เพราะคิดว่าการขยายพื้นผิวหน้า ของขนม จะทำ ให้ทอดได้ง่ายขึ้น และแต่เดิมนั้น ตรงกลางของ โดนัทมักจะแฉะ สุกไม่ทั่วเมืองรอคพอทภาคภูมิใจในรูโดนัทมาก ถึงกับสร้างป้ายทองแดงจารึก เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประกาศ 7 บุคคลผู้คว้า รางวัลแมกไซไซ ปีนี้


เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการพิจารณารางวัลรามอนแมกไซไซ ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลแมกไซไซประจำปี 2553 ทั้งหมด 7 รางวัล ซึ่งได้แก่

1. นายทาดาโตชิ อากิบะ นายกเทศบาลเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น 3 สมัย ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

2 . คริสโตเฟอร์ และ 3. มาเรีย วิคตอเรีย คาร์ปิโอ-เบอร์นิโด คู่สามีภรรยาชาวฟิลิปปินส์ นักฟิสิกส์ผู้พัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ในประเทศฟิลิปปินส์

4. หัว ต้ายซาน ช่างภาพชาวจีน ได้รับคัดเลือกจากผลงานการตีแผ่ภาพน้ำเสียกว่า 15,000 ภาพแสดงเป็นนิทรรศการเพื่อสะท้อนปัญหามลพิษในแม่น้ำหวาย ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใหญ่อันดับสามของจีน แม้ว่าจะถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเจ้าของโรงงานละแวกนั้นก็ตาม

5. โนมาน คาน ทนายความจากบังกลาเทศ ได้รับคัดเลือกจากการเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรอิสระเพื่อช่วยเหลือคนพิการชาวบังกลาเทศจำนวนกว่า 13 ล้านคน

6. ปัง ยื่อ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการปกป้องสิ่งแวดล้อมของจีน ได้รับคัดเลือกจากการทำงานเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในจีน

7. ฟู ฉีผิง ผู้นำชุมชนในมณฑลเจ้อเจียงของจีน ได้รับคัดเลือกจากการทำงานเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในจีนเช่นกัน

ทั้งนี้ รางวัลแมกไซไซ จัดตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงประธานาธิบดี รามอน แมกไซไซ แห่งฟิลิปปินส์ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกในปี พ.ศ. 2500 และสำหรับปีนี้ งานประกาศรางวัลแมกไซไซ จะจัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ศัพท์อังกฤษต่อไปนี้ พูดผิดแล้วหน้าแตก !


อย่าอิงกับศัพท์ภาษาไทย
อันนี้เป็นอะไรที่ฮามากกกกกก เพราะบางคนพูดภาษาอังกฤษโดยใช้ประโยคภาษาไทยมาแปลทีละคำ เช่น
ฉันกินข้าว ---- > I eat rice , ฉันไปวัด ----> I go temple (ถึงจะไม่ถูกไวยากรณ์แต่ก็พูดกันเข้าใจ) แต่บางอย่างก็ไม่เข้าใจและกลายเป็นเรื่องโจ๊กไปเลย เช่น มีบางคนคุยเรื่องตลกโปกฮากับฝรั่ง แล้วจะพูดว่า "ขอโทษนะ ฉันพูดเล่น" แต่กลับพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษว่า "Sorry I speak to play" (แปลได้ตรงตัวมาก พูดเล่นจริงๆ ด้วย)
หรือบางคนดันไปมีเรื่องกับฝรั่ง แล้วท้าว่า "อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นเอ็งสวย !" พอจะพูดเป็นประโยคภาษาอังกฤษ ไม่รู้จะพูดยังไง เลยกลายเป็นว่า "Don't come , you will be beautiful !" 55555+ ฝรั่งคงงงว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับความสวยด้วยเนี่ย ฮ่าๆ อย่าขำกันเล่นๆ นะคะ เพราะเรื่องอย่างนี้มีจริงๆ นะเออ
อย่าสะกดหรือออกเสียงผิด
คำภาษาอังกฤษบางคำ ถ้าอ่านออกเสียงหรือสะกดผิดนี่ก็ความหมายคนละโลกเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น
A : I have an appointment at six o'clock
B : Apartment ? I have a condominium
A : ????
หรือ
A : I want to eat something now , I feel hungry
B : Don't be angry , I will find some food for you
A : ????
จะเห็นได้ว่าคำว่า appointment กับ apartment และ hungry กับ angry นั้นออกเสียงคล้ายๆ กัน ดังนั้นเวลาที่เราจะพูดคำเหล่านี้ก็พยายามออกเสียงให้ชัดด้วยนะคะ อีกฝ่ายจะได้ไม่ฟังผิดนะ
อย่าเข้าใจความหมายผิด
อันนี้จะคล้ายๆ กับข้อแรกที่ว่าอย่าอิงกับศัพท์ภาษาไทย แต่ในกรณี
นี้อาจจะเกิดจากที่ว่า พอเราเห็นศัพท์คำนี้ เราอาจจะคิดว่ามันน่าจะแปล
ว่าอย่างหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วมันแปลว่าอีกอย่างค่ะ เช่น
A : The weather is so hot , are you OK ?
B : No , I'm very hot.
A : ????
จริงๆ การจะตอบไปว่า I'm very hot อาจจะไม่แปลกเท่าไหร่
เพราะคนฟังอาจจะเข้าใจ แต่อาจจะมีขำเล็กๆ ก็ได้ เพราะ I'm very
hot ส่วนมากจะแปลว่า ฉันฮอทมาก (หนุ่มเยอะ) อะไรทำนองนั้น
ดังนั้นประโยคนี้จริงๆ ควรตอบว่า I feel hot มากกว่าค่ะ
มาดูกันอีกตัวอย่าง

A : I have a bad stomachache , I need to go to restroom now.
B : Ok, take some pills and rest in the restroom.
A : ?????
คำว่า restroom นั้น ถึงตัวศัพท์ rest แปลว่าพัก room แปลว่าห้อง ดังนั้นพอเอามารวมกันน่าจะแปลว่าห้องพัก แต่จริงๆ แล้วแปลว่า "ห้องน้ำ" นะคะ ไม่ใช่ห้องพัก

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เปลี่ยนความเครียดให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร


วิธีเอาชนะผลกระทบด้านลบของความเครียดซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้น้ำหนักเพิ่ม เป็นโรคหัวใจ ซึมเศร้าและวิตกกังวล อยู่ที่การรับมือ “ไม่เครียดเลยก็น่าเบื่อ ดังนั้น เครียดบ้างก็ดี” ดร. โรเบิร์ต มอนเดอร์ นักจิตวิทยาแห่งโรงพยาบาลเมาท์ไซไนในแคนาดา กล่าว “แม้ความเครียดที่เข้มข้นเกินไปจะเป็นผลดีได้ยาก แต่มีวิธีเชิงบวกที่จะรับมือกับความเครียดนั้น” นี่คือเจ็ดวิธีที่จะช่วยคุณเพิ่มทักษะขจัดความเครียด
1. เปลี่ยนความกังวลเป็นการแก้ปัญหา
ความกังวลคือกระบวนการของการจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่เจ็บปวด ทำไมไม่ลองเปลี่ยนความกังวลมาเป็นารแก้ปัญหาไปทีละขั้นล่ะ ลองชั่งน้ำหนักว่าปัญหาไปควรจะแก้ก่อนหรือหลัง อันไหนสำคัญกว่า ก็แก้ก่อน
2. อย่าไปแคร์สื่อ
บางทีความเครียดก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราเสมอไป คนรอบข้างเป็นเหตุสำคัญที่อาจก่อให้เกิดความเครียด พยายามอย่าเอาตัวเข้าไปครุกอยู่กับปัญหา แต่ให้ก้าวออกมามองปัญหาภาพกว้างบ้่่างอาจเห็นทางออกได้ไม่ยาก
3. ถามตอบตัวเอง
ให้เขียนสิ่งที่กังวลลงในกระดาษ จากนั้นถามตัวเองว่าถ้าสิ่งที่อยากให้เกิดไม่เกิด หรือสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดกลับเกิด ผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดกับฉันคืออะไร จากนั้นถามตัวเองว่าเรื่องดีๆที่อาจเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ถ้าสิ่งที่ฉันอยากให้เกิดไม่เกิด หรือสิ่งที่ฉันไม่อยากให้เกิดกลับเกิด ค้นหาความคิดหรืออารมณ์เชิงบวกที่จะดึงออกมาได้ขณะนึกหาทางออกอื่น
4. เจาะลึก
เรื่องร้ายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไป มีข้อดีอะไรบ้างไหมในเรื่องที่ทำให้เครียด แทนที่จะคิดหมกมุ่น ดูสิว่าจะสร้างความแข็งแกร่งขึ้นมาได้อย่างไรการมองหาความหมายและคุณค่าจากประสบการณ์ที่พานพบช่วยทำให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดพอทนได้มากขึ้น
5. สร้างตัวกระตุ้นภายใน
งานวิจัยใหม่ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในเรื่องสมองระบุว่า ความเครียดเรื้อรังเป็นมูลเหตุให้สมองถูกทำลายเพราะเซลล์สมองหยุดสร้างเซลล์ใหม่ ข่าวดีนะหรือ สภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ช่วยฟื้นฟูส่วนที่ถูกทำลายนั้นได้โดยเร่งสร้างเซลล์ใหม่ ลองหันเหไปทำอย่างอื่นบ้าง เช่นคนที่ออกกำลังทุกวัน แค่ออกกำลังง่ายๆด้วยการเดินก็ได้ มีโอกาสเครียดสูงน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังถึงร้อยละ 41
6. หาแรงบันดาลใจให้ตัวเอง
บางคนพบว่าการอ่านเรื่องราวของคนอื่นช่วยให้รับมือกับความ เครียดได้ดีขึ้น มอนเดอร์แนะให้มองหาแรงบันดาลใจใกล้ๆตัว “การถอยกลับสักก้าวและทบทวนความสำเร็จของตัวเองในอดีตจะช่วยให้รับมือปัญหาได้ดีขึ้น”เขากล่าว “กรรมวิธีนี้ช่วยตอกย้ำให้ตัวเองว่า ‘ฉันเคย รับมือกับเรื่องราวมากมายในอดีตมาแล้ว เรื่องนี้จะจัด การอย่างไรดี’ ”
7. แบ่งเบาภาระออกไป
นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแพทย์กราซในออสเตรียศึกษาเมื่อปี 2550 พบว่า การบำบัดพฤติกรรมแบบกลุ่มในระยะสั้นได้ผลลัพธ์ออกมาดี ช่วยลดแรงดันเลือดและความ เครียดโดยรวมของผู้รับการบำบัดที่เครียดเพราะงานหนัก “วางแผนกิจกรรมที่จะทำประจำวัน มีครอบครัวและเพื่อนคอยสนับ สนุนให้ลงมือทำกิจกรรมใหม่เหล่านี้ จะมีส่วนช่วยให้คุณรับมือกับความเครียดด้วยวิธีใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”ซอนเดอร์สกล่าว

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

7 วิธีจัดการเวลา พากระชุ่มกระชวย


1. เวลาตื่นนอน ลองตื่นเช้ากว่าปากติที่เคยตื่น 5-10 นาที

2. เวลาแปรงฟัน ถูสบู่ อาบน้ำฝักบัว ให้ลองเปลี่ยนข้างมือที่ใช้บ้าง เพื่อความแปลกใหม่!! และกระตุ้นสมองเล็กน้อย(เพิ่มความลำบากด้วย - -')
3. นั่งรถโรงเรียนหรือไปเอง หรือพ่อแม่ไปส่ง จากที่เคยหลับให้มองวิว จากที่เคยมองวิวให้หลับบ้าง (อ้าวววว??)

4. ไปโรงเรียนให้ทันเวลาเข้าแถว ยื่งไปเช้ายิ่งดี(แต่ไม่ใช่ไปลอกการบ้านนะ) คนไปเช้ามักจะหัวดี หัวสมองจะปลอดโปร่ง(พี่แนนยืนยันๆ)
5. เวลาว่างจากนั่งโม้ นั่งเมาท์ เอาเวลาไปเข้าสมุดบ้าง (อิอิ)

6. กลับจาก รร. ปุ๊ปอาบน้ำโลด แล้วมาทำการบ้านให้เสร็จก่อนกินข้าวเย็น(ถ้าเป็นไปได้) แล้วหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็เริ่มอ่านหนังสือตามตารางวันละประมาณ 2 ชม.ก็เกินพอในวันธรรมดา ส่วนในวันเสาร์อาทิตย์สำหรับคนที่ไม่มีเรียนก็ 9 ชม.นะคะ ^_^
7. ก่อนเข้านอน ไม่ต้องเอาหนังสือมาวางใต้หมอนนะ มันไม่เข้าหัวหรอก ให้สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิวันละ 2-5 นาที ให้จิตสงบก็พอแล้ว

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ตึกเมืองอาบูดาบี


หลังจากที่หอเอนเมืองปิซ่า ได้เสียแชมป์ "สิ่งก่อสร้างที่เอียงที่สุดในโลก" ให้กับโบสถ์ซูเออร์ฮูเซ่น ในเยอรมันเมื่อ 3 ปีก่อน ล่าสุดได้มีสิ่งก่อสร้างแห่งใหม่ผุดขึ้น ทำลายสถิติสิ่งก่อสร้างที่เอียงที่สุดในโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และสิ่งก่อสร้างที่ว่านี้ ก็คือ ตึกแคปิตอล เกท ในเมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นตึก 35 ชั้นที่สูง 160 เมตรและมีความเอียงถึง 18 องศา ซึ่งถือว่ามากกว่าหอเอนปิซ่าที่มีความเอียงเพียงแค่ 4 องศา และโค่นแชมป์โบสถ์ซูเออร์ฮูเซ่นที่เอียงเพียงแค่ 5 องศาเท่านั้น โดยตึกแคปิตอลเกทนี้จะมีฐาน 12 ชั้นเป็นแนวตั้งฉากกับพื้น แล้วเริ่มเอียงตั้งแต่ชั้นที่ 13 ขึ้นไป สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นโรงแรมและเปิดเป็นสำนักงานให้เช่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่เสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 80% มีกำหนดสร้างเสร็จและพร้อมเข้าอยู่อาศัยได้ภายในปลายปีนี้
ทั้งนี้ กินเนสส์บุ๊คจึงได้บันทึกให้ตึกนี้เป็น "สิ่งก่อสร้างที่เอียงที่สุดในโลก" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่นิตยสาร "เนชันแนล จีโอกราฟฟิค" ก็ได้รวมตึกนี้ ให้เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ด้วย

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ยีนฉลาด


ยีนแห่งการเรียนรู้" สร้างเด็กฉลาด

ยีนการเรียนรู้ หรือยีนความฉลาด คือศักยภาพความเฉลียวฉลาดที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เป็นเด็กฉลาด และมีความใฝ่รู้เป็นพื้นฐานของชีวิต ทำให้มีกระตือรือร้นอยากที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลา อยากรู้อยากเห็น และช่างสังเกตเรื่องราวรอบ ๆ ตัวเสมอ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่พ่อแม่เป็นคนเก่ง มีสายพันธุ์ที่ดี เด็กที่เกิดมาก็จะมีศักยภาพที่ดีติดตัวมาด้วย

โดย ความฉลาด หรือทักษะพิเศษแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

1. ด้านคณิตศาสตร์การคำนวณ คือมีความเข้าใจ และสามารถคิดคำนวณเลขระดับพื้นฐาน ไปจนถึงแคลคูลัส และเลขระดับขั้นสูงต่าง ๆ

2. ด้านภาษาการสื่อสารที่ดี พูดภาษาได้คล่องแคล่ว สามารถสื่อสารกับผู้คนได้อย่างว่องไว รู้ความหมาย และรู้คำศัพท์ได้ดี

3. ด้านมิติสัมพันธ์ คือมีความเข้าใจเรื่องมิติความสัมพันธ์ของสถานที่ กาลเวลา รู้ว่าอะไรมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร ในมิติสัมพันธ์ของกาลเวลา สถานที่ โดยผ่านการทดสอบแบบการต่อรูปภาพ เข้าใจรูปภาพหรือเรื่องราวในรูปแบบ 2 มิติ 3 มิติ 4D รวมไปถึงเข้าใจโจทย์ปัญหาทางวิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ด้วย

นอกจากนี้ โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ยังบอกอีกว่าความเฉลียวฉลาดในตัวเด็กๆ นอกจากทักษะข้างต้นแล้ว ยังสังเกตได้จากความสามารถทางด้านดนตรี ความสามารถทางศิลปะ การมีวาทศิลป์ในการจูงใจคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถวัดความเฉลียวฉลาด และนำไปสู่การพิสูจน์ว่า ยีนการเรียนรู้สามารถถ่ายทอดทางสายเลือดได้มากน้อย แค่ไหน เช่น

ครอบครัวหนึ่ง คุณพ่อเป็นนักดนตรีที่เก่งมาก หรือร้องเพลงได้ไพเราะ สังเกตได้ว่าลูกที่เกิดมา ก็จะมีความสนใจในเรื่องดนตรี หรือการร้องเพลงเป็นพิเศษ หรือที่เรียกว่ามีพรสวรรค์ในการเล่นดนตรีได้ดี ร้องเพลงได้เพราะ เป็นต้น

ปัจจัย สิ่งแวดล้อม ก็ช่วยสร้างยีนการการเรียนรู้ได้

นอกจากยีนการเรียนรู้ หรือยีนความฉลาดจะถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Nature) มีมาโดยกำเนิดแล้ว เหล่าบรรดานักวิชาการ นักวิจัยก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าความฉลาด และการเรียนรู้ของเด็ก ๆ นั้น มีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Nurture) เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การอบรมเลี้ยงดู การมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารที่ดี รวมไปถึงการมีโอกาสที่ได้รับประสบการณ์ การกระตุ้นพัฒนาการที่ดีในวัยเด็ก หรือได้รับการศึกษาที่ดี ก็สามารถกระตุ้นให้เด็ก ๆ เกิดกระบวนการ การเรียนรู้ที่ดี และนำไปสู่ความเฉลียวฉลาดได้เหมือนกัน

โดยมีการศึกษาในเด็กที่ไม่มียีนการเรียนรู้ติด ตัวมาแต่กำเนิด แต่ในช่วงวัยเด็ก พ่อแม่เลี้ยงดูอย่างดี มีการกระตุ้นพัฒนาการที่ดี ให้ความดูแลเอาใจใส่ และให้โภชนาการที่ดีนั้น จะทำให้ยีนในตัวเด็กเกิดการเปลี่ยนรหัส และสามารถเติมลักษณะบางอย่างเข้าไป เรียกว่า Epi Genetic คือ ปรากฏการณ์ที่เหนือกว่าพันธุกรรม ซึ่งเป็นกลไกทางเคมีที่ทำให้สารพันธุกรรม หรือ DNA เกิดการปรับเปลี่ยนได้ แสดงว่ายีนสามารถปรับเปลี่ยนให้มีการเรียนรู้ และฉลาดขึ้นได้ แต่จะปรับเปลี่ยนได้มากหรือน้อย หรือเรียกว่าถูกเปิด ถูกปิดตอนไหน ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยค่ะ

ยีนการเรียนรู้ถูกเปิด ถูกปิด ตอนไหน

มีการวิจัยระบุว่ายีนแห่งการเรียนรู้ที่ติดตัวมา ตั้งแต่เกิดนั้น มีโอกาสที่จะถูกปิดลงได้เหมือนกันค่ะ ซึ่งเกิดขึ้นได้ถ้าช่วงระหว่างตั้งครรภ์ 3 เดือนก่อนคลอด แม่มีภาวะเครียด มีระดับฮอร์โมนความเครียดมาก จะส่งผลให้ยีนที่สร้างอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง และยีนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ของลูกถูกปิดลง และยีนหลายตัวจะถูกเปิดออก เช่น ยีนที่ทำให้เด็กมีความอ่อนไหวด้านอารมณ์ของความเครียดสูง กลายเป็นเด็กที่ไวต่อความเครียดได้ง่ายค่ะ

แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากนะคะ เพราะถ้าเด็ก ๆ ได้รับการดูแลที่ดี ส่งเสริมพัฒนาการดี ได้รับความรัก ความอบอุ่น และ ให้โภชนาการที่ดี เช่น น้ำมันปลา มีสาร AHA ซึ่งสามารถไปเปิดยีนบางตัวที่ทำให้เกิดการสร้างเส้นใยประสาท สร้างโครงสร้างในสมองขึ้นได้ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมที่จะทำให้เกิดยีนการเรียนรู้ หรือยีนความฉลาด ขึ้นอยู่กับปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผล ผลมากเหมือนกันค่ะ

วิธีการตรวจหายีนแห่งการเรียนรู้

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจเลือดเด็กทารก โดยการเอาเลือดไปแยกเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งในเซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีนิวเคียส มีโครโมโซม ก็สามารถเอาโครโมโซมไปแยกเป็นยีนตัวต่าง ๆ โดยการตัดโครโมโซมที่มีอยู่ 23 คู่ แล้วทำการวิเคราะห์ยีนต่างๆ ว่ามีรหัส หรือยีนอะไรบ้าง ซึ่งทำให้สามารถรู้ได้ว่า มีความเสี่ยงในการที่จะเกิดโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุ กรรมไหม เช่น ทาลัสซีเมีย โรคโลหิตจาง โรงมะเร็งเม็ดเลือดขาว อัลไซม์เมอร์ สมาธิสั้น ออทิสติก ดาวน์ซินโดรม

รวมไปถึงการตรวจหายีนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ หรือความฉลาดด้วย ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่า เด็กมียีนความฉลาดอยู่หรือไม่ เพื่อให้ส่งเสริมลูกไปในทางที่ถูกได้มากขึ้น

ไม่ว่าลูกของเราจะมียีนการเรียนรู้อยู่ในตัวหรือไม่ ถ้าพ่อแม่ส่งเสริมพัฒนาการให้เหมาะตามวัย กระตุ้นในสิ่งที่ลูกชอบ ก็จะเกิดพัฒนา และนำไปสู่การเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี เป็นเด็กฉลาดสมวัยได้เหมือนกัน