วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โยคะร้อนปรับสมดุลร่างกาย


เดี๋ยวนี้ส่วนหนึ่งของกิจกรรมยามว่างที่สาวๆ สนใจ มักจะเป็นกิจกรรมที่มีเรื่องของการดูแลสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง … “โยคะ” ร้อนก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เป็นวัฒนาการของศาสตร์แห่งโยคะ ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากเลยทีเดียวล่ะค่ะ
หลายคนอาจจะรู้จักแต่การเล่นโยคะธรรมดา แต่โยคะร้อนนั้นมีอะไรที่พิเศษกว่านั้นค่ะ การเล่นโยคะร้อนนั้น ประกอบด้วยท่าหลักทั้งหมด 26 ท่า ผู้ฝึกจะฝึกในห้องที่มีอุณหภูมิสูงใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายในร่างกาย ประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น ได้มากกว่า อุณหภูมิปกติ ท่าต่างๆของโยคะร้อน จะช่วยกระชับกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ช่วยลดปัญหาการปวดหลังและคอ รวมทั้งทำให้ระบบไกลเวียนของโลหิตดีขึ้น อุณหภูมิที่สูงยังทำให้ร่างกายสามารถกำจัดของเสียออกมาในรูปเหงื่อได้เป็นอย่างดี จึงเป็นปัจจัย หลักที่ทำให้น้ำหนักลด และ ทำให้รู้สึกสดชื่นหลังการฝึกอีกด้วยล่ะค่ะ แหมได้ฟังแค่นี้สาวๆ ก็เริ่มสนใจแล้วใช่รึเปล่าล่ะค่ะ
แล้วทำไมต้องเรียกว่าโยคะร้อนด้วยล่ะ? … ที่ต้องเรียกว่าโยคะร้อนก็เพราะว่า ในการล่นโยคะร้อนจะต้องเล่นอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิห้องประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ซึ่งการเล่นโยคะร้อนในห้องร้อนนี้จะทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นได้มากกว่าในอุณหภูมิปกติ ท่าต่าง ๆ จะช่วยกระชับกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ลดปัญหาการปวดหลังและคอ ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น นอกจากนี้อุณหภูมิที่สูงยังช่วยให้ร่างกายสามารถกำจัดของเสียออกมาในรูปเหงื่อได้เป็นอย่างดีอีกด้วยล่ะค่ะ
และถ้าสาวๆ อยากจะเล่นโยคะร้อนล่ะก็ ก่อนเล่นสาวๆ ควรจะต้องรู้ว่า ...
1. ต้องปรับความเข้าใจก่อนนะคะว่า การฝึกโยคะ จะต้องทำเท่าที่เราทำได้ อย่าพยายามฝืน ควรเริ่มทำช้าๆ ก่อน เพราะจะได้รับรู้ว่าตรงไหนตึง ตรงไหนเจ็บ หากทำเร็วๆ กระชากแรงๆ โดยที่ไม่รู้ว่ากล้ามเนื้อของเรายืดได้มากน้อยแค่ไหน อาจเกิดอาการเคล็ดขัดยอกขึ้นได้
2. ก่อนฝึกควรกินอาหารมาก่อนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะการฝึกโยคะร้อนต้องมีการขยับตัวแน่นอน ซึ่งถ้าหากกินอาหารแล้วมาฝึกโยคะเลย จะทำให้รู้สึกอึดอัด เวลาพับตัวท้องจะถูกกด อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด มึนหัว
3. ระหว่างวันควรดื่มน้ำให้เยอะ เพราะการฝึกโยคะร้อน ร่างกายจะเสียเหงื่อมาก อีกทั้งการดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยป้องกันการเป็นตะคริวได้ด้วย
เมื่อได้เล่นโยคะร้อนแล้ว สิ่งที่สาวๆ จะได้รับก็คือ ... เมื่อฝึกโยคะอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายจะมีการปรับสมดุลให้ดีขึ้น อย่างเช่น จะมีการปรับสมดุลในเรื่องของเลือด เลือดจะไหลเวียนได้ดีขึ้น ส่งผลให้เมตาบอลิซึ่มดีขึ้น ทำให้ร่างกายไม่อ้วน หุ่นดี นอกจากนี้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง การฝึกโยคะร้อนก็คือการออกกำลังกาย จะมีเหงื่อออกมากขึ้น เกิดการขับถ่ายของเสียออกมาทางผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งขึ้นตามลำดับ

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

โทรศัพท์มือถือ...อันตราย?


ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของการดำเนินชีวิต บางคนออกจากบ้านแล้วถ้าลืมโทรศัพท์มือถือยังต้องย้อนกลับไปเอา แต่มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือว่า การคุยโทรศัพท์มือถือนานๆ จะเกิดอันตรายกับผู้ใช้ ซึ่งความเชื่อที่ว่านี้เป็นความจริงหรือไม่
ศ.ดร. วิโรจน์ ตันตราภรณ์ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อธิบายว่าคลื่นไมโครเวฟในโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นคลื่นแบบเดียวกับคลื่นแสง ซึ่งคลื่นไมโครเวฟเดินทางเร็วมาก โดยเดินทางด้วยความเร็ว 10 ยกกำลังสิบ เซนติเมตร ภายในเวลา 1 วินาที คลื่นไมโครเวฟเป็นคลื่นที่มีความยาวคลื่นประมาณ 1 คืบ คืออยู่ระหว่าง 1-2 คืบซึ่งขึ้นอยู่กับความถี่ของคลื่น เช่น คลื่นแสง มีความยาวคลื่นประมาณเศษหนึ่งส่วนพันเซนติเมตร คลื่นแสงจึงมีความยาวคลื่นสั้นมาก แต่คลื่นไมโครเวฟเป็นคลื่นที่มีความยาวคลื่นมากกว่าคลื่นแสง
หากถามว่าคลื่นไมโครเวฟจะทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ได้หรือไม่นั้น คำตอบคือไม่ได้ คลื่นไมโครเวฟจะสามารถทำอันตรายให้กับมนุษย์ได้ในกรณ๊ที่เซลล์ในร่างกายของเราต้องมีขนาดหนึ่งส่วนพันเซนติเมตร หรือมีขนาดเศษหนึ่งส่วนร้อย ซึ่งต้องเป็นเซลล์ที่มีขนาดเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับคลื่นไมโครเวฟ สมมุติถ้าเราเดินอยู่บนท้องถนน เราจะมองไม่เห็นมด และเดินผ่านมดไป นอกจากมดจะมีเต็มถนนจึงจะทำให้เราเหยียบมดตายได้ ในกรณีของคลื่นไมโครเวฟก็เช่นเดียวกันถ้ามีคลื่นไมโครเวฟเคลื่อนที่ผ่านเรา เราก็จะไม่รู้สึกอะไร และในกรณีของคลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือนั้น ถึงแม้ว่าจะอยู่ใกล้ตัวเรามากๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายใดๆ กับเราได้เลย

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

จัดการหัวเข่าให้เนียนสวย


ก่อนอื่นเรามาดูกันดีกว่านะคะว่า สาเหตุของอาการหัวเข่าด้านนั้นเกิดขึ้นจากอะไรบ้าง … สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากว่าที่ผิวหนังบริเวณหัวเข่ามีต่อมน้ำมันอยู่น้อย จึงทำให้ผิวหนังบริเวญนั้น แห้งได้ง่ายๆ นอกจากนี้แล้วสำหรับสาวๆ คนไหนที่มักนุ่งกระโปรงหรือกางเกงสั้นๆ ออกจากบ้านเป็นประจำ เวลาทำกิจกรรม เช่น คลานเข่า คุกเข่า ระหว่างวันทำให้หัวเข่าของสาวๆ สัมผัสกับพื้นผิว เกิดการเสียดสีได้ง่ายๆ จึงทำให้เกิดอาการ หัวเข่าด้านขึ้นได้บ่อยๆ ค่ะ … แย่จริงๆ เลยนะคะ แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีเนี่ย

จริงแล้ววิธีแก้ไขปัญหาหัวเข่าด้านก็ทำได้ไม่ยากหรอกค่ะ เพียงแค่สาวๆ นำน้ำมันมะกอกครึ่งถ้วย น้ำตาลทราย 4-5 ช้อนโต๊ะ ผสมกัน จากนั้นทำให้หัวเข่าของสาวๆ เปียกน้ำเสียก่อน แล้วค่อยใช้น้ำตาลและน้ำมันที่ผสมไว้นั้นมาขัดบริเวณผิวหนังของหัวเข่าที่แห้งด้านโดยขัดเป็นแนววงกลมค่ะ น้ำตาลจะช่วยสครับเซลล์ผิวหนังที่แห้งตายให้หลุดออกไป และน้ำมันจะช่วยเพื่อความชุ่มชื่นให้กับผิวบริเวณหัวเข่านั่นเองค่ะ
หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้งแล้วตามด้วยโลชั่นถนอมผิวแห้งกร้าน แค่นี้เองค่ะหัวเข่าของสาวๆ ที่ดูแห้งกร้านก็จะนุ่มเนียนได้ดั่งเดิมแล้วละค่ะ

สาวๆ ที่พบกับปัญหาหัวเข่าด้านและมีรอยด่างดำ ก็ลองนำวิธีนี้ไปใช้ดูนะคะ ลองทำอยู่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือถ้ามีเวลาก็เพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็ได้ค่ะ สำหรับวิธีนี้นอกจากจะนำไปใช้กับหัวเข่าที่ด้านแล้ว ยังสามารถนำวิธีนี้ไปใช้กับสาวๆ ที่มีข้อศอกด้านด้วยนะคะโดยทำวิธีเดียวกัน แต่เวลาออกแรงขัดที่ข้อศอกควรเบามือกว่าผิวหนังบริเวณหัวเข่าเนื่องจากเป็นผิวที่มีลักษณะที่บอบบางกว่าค่ะ … วิธีง่ายๆ ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดแบบนี้ ยังไงสาวๆ ก็ลองนำไปใช้ดูแล้วกัน

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ปลาสปิรันย่า


ปลาปิรันย่า มักได้เป็นตัวเอกในภาพยนตร์ระดับโลกอยู่เป็นระยะ ๆ และโดยมากก็มักจะได้รับความนิยมชมชอบจากคอหนังเสียด้วย เนื่องจากเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ ปลาปิรันย่า มักจะสนุกตื่นเต้น ลุ้นระทึก และไฮไลท์สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ "ความสยองขวัญ" !!!
นั่นเพราะ ปลาปิรันย่า ขึ้นชื่อว่าเป็น ปลาอันตรายชนิดหนึ่งของโลก การอยู่รวมกันเป็นฝูง และมุ่งโจมตีอย่างรวดเร็วด้วยฟันอันแหลมคมของมัน ถือเป็นวิธีสังหารเหยื่ออย่างราบคาบภายในเสี้ยววินาที
ปลาปิรันย่า (Piranha) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Serrasalmus spp เป็นปลาน้ำจืดกลุ่มหนึ่ง จัดอยู่ในสกุล เซอร์ราซัลมัส (Serrasaimas) สกุลรูสเวลทิเอลลา และสกุล ไพโกเซนทรัส ซึ่งปลาในกลุ่มนี้มีทั้งหมด 25 ชนิด แต่มีเพียง 4 ชนิดเท่านั้นที่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ เนื่องจาก ปลาปิรันย่า กินเนื้อเป็นอาหาร โดยมักอาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำแถบอเมริกาใต้และแอฟริกา พบมากในแม่น้ำอเมซอน อันเป็นถิ่นกำเนิด
ลักษณะทั่วไปของ ปลาปิรันย่า ลำตัวจะแบนข้าง ท้องกว้าง คล้ายปลาโคกของไทย แต่ละชนิดจะมีจุดสีตามลำตัวแตกต่างกันออกไป เกล็ดบริเวณสันท้องจะเป็นหนามคล้ายฟันเลื่อยจำนวน 24-31 อัน มีอาวุธสำคัญ คือ "ฟัน" ที่มีแถวเดียวเป็นรูปสามเหลี่ยมและแหลมคมมาก สามารถกัดเนื้อให้ขาดได้อย่างง่ายดาย ริมฝีปากล่างยื่นออกมายาวมากกว่าริมฝีปากบน แต่เมื่อหุบปากจะปิดสนิทระหว่างกันพอดี ในยามที่ ปลาปิรันย่า เริ่มออกอาการหิว หากไม่มีสัตว์อะไรตกลงไปในบริเวณที่อยู่ของมันเลย ปลาปิรันย่า ก็จะกินปลาอื่นในแม่น้ำเป็นอาหาร โดยใช้วิธีล่าเหยื่อด้วยการพุ่งเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว แล้วใช้ฟันที่แหลมคมรุมกัดแทะเหยื่อจนแทบไม่เหลือซาก จนถูกขนานนามว่า "เพชฌฆาตแห่งลุ่มน้ำจืด"
อย่างไรก็ตาม แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น ปลาโหด แต่ ปลาปิรันย่า ก็เป็นปลาที่ขี้ตกใจ จึงต้องอยู่รวมเป็นฝูงใหญ่เพื่อที่จะโจมตีเหยื่อ และบ่อยครั้งที่มันตกเป็นเหยื่อของสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า อย่างเช่น ปลาช่อนยักษ์อเมซอน หรือปลาอะราไพม่า, นากยักษ์ (Pteronura brasiliensis) , โลมาแม่น้ำอเมซอน (Inia geoffrensis) และนกกินปลาอีกหลายชนิด รวมถึงคนพื้นเมืองที่นิยมกิน ปลาปิรันย่า เป็นอาหารด้วย
สำหรับ ปลาปิรันย่า ชนิดที่ขึ้นชื่อว่าดุร้ายที่สุด คือ ปลาปิรันย่าแดง หรือปิรันย่าท้องแดง (Pygocentrus nattereri) เกล็ดมีขนาดเล็ก สีแดงอมชมพูแวววาวดูเหมือนกากเพชร ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 33 เซนติเมตร น้ำหนักราว 3.5 กิโลกรัม แถมยังสุดอึด สามารถมีชีวิตอยู่บนบกที่ไม่มีน้ำได้นานถึง 2 ชั่วโมง
อย่างไรก็ดี ปลาปิรันย่า มีลักษณะคล้ายคลึงกับปลาเปคู (Pacu) หรือ ปลาคู้ ปลาชนิดนี้ไม่มีความดุร้ายเท่าและสามารถกินได้ทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งในประเทศไทยถือเป็นปลาเศรษฐกิจและปลาสวยงาม
และด้วยลวดลายสวยงามของ ปลาปิรันย่า ทำให้บางประเทศอนุญาตให้เลี้ยงปลาชนิดนี้ เป็นปลาสวยงามได้ แต่สำหรับประเทศไทย ถือเป็นสัตว์ต้องห้าม คือห้ามนำเข้า หรือมีไว้ในครอบครอง และห้ามนำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ โดยผู้ฝ่าฝืนมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประมง ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินหนึ่งแสนสองหมื่นบาท หรือ จำคุกไม่เกิน 6 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ สาเหตุที่ ปลาปิรันย่า เป็นปลาต้องห้าม เนื่องมาจาก ปลาชนิดนี้สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในพื้นที่เขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย หากหลุดรอดลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างมาก ต่อสัตว์น้ำพื้นเมือง และยังเป็นการคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัย ที่สำคัญ ยังเป็นอันตรายต่อประชาชนที่ลงไปใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำอีกด้วย

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

ส้นสูง...สวยเสี่ยงสุขภาพ!


คุณสาว ๆ มีอาการแบบนี้กันไหมคะ

ปวดเมื่อยบริเวณฝ่าเท้า นิ้วเท้า และเอ็นร้อยหวาย

มีอาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อที่น่อง

หนังด้าน เล็บขบ และเจ็บเล็บ

อาการปวดหลังอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ผลจากส้นสูง (เกินพอดี)

อาการเหล่านี้เป็นไปได้ว่า เกิดจากการใส่รองเท้าที่ส้นสูงเกินไป เพราะความลาดเอียงของรองเท้าส้นสูง จะทำให้น้ำหนักส่วนใหญ่ไปตกที่บริเวณปลายเท้ามากกว่าปกติ การกระจายน้ำหนักของร่างกายไม่สมดุล ด้วยมีบริเวณเท้าที่รับน้ำหนักน้อยลง กล้ามเนื้อฝ่าเท้า ขา และน่อง จึงต้องทำงานหนักกว่าเดิม เพื่อรับน้ำหนักและรักษาสมดุล ทำเอาส่วนต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า อย่างเช่น

เท้า : เพราะเป็นตัวต้องรักษาสมดุล ส่งผลต่อกระดูกที่ฝ่าเท้าอาจมีอาการปวดเมื่อยจนอักเสบ

น่อง : การเดินเขย่งจะทำให้กล้ามเนื้อน่องสั้นขึ้น บริเวณน่องเกิดความตึงตัว การไหลเวียนของเลือดไม่ดี

ข้อเท้า : การขยับข้อเท้าในขณะสวมรองเท้าอยู่นั้น หากทำผิดจังหวะก็อาจทำให้ข้อเท้าแพลง

หลัง : การใส่ส้นสูงทำให้เดินเหมือนเขย่ง กล้ามเนื้อขาและลำตัวต้องทำงานมากขึ้น บริเวณหลังจะเกิดการแอ่นมาก ซึ่งจะนำมาสู่การปวดหลัง

เข่า : ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวด โรคกระดูก หรือข้อต่ออักเสบ ตามมา
4 วิธีให้สบายบนส้นสูง
1. เลือกไซซ์ที่ใส่แล้วไม่คับแน่นเกินไป และเหลือเนื้อที่ช่วงหัวรองเท้าเพื่อความสบาย ขนาดรองเท้าของแต่ละแบรนด์ย่อมจะไม่เหมือนกัน ฉะนั้นสำคัญที่ต้องวัดขนาดเท้าทุกครั้งที่จะซื้อรองเท้าคู่ใหม่ค่ะ
2. หลีกเลี่ยงรองเท้าหัวแหลมที่จะบีบหน้าเท้าคุณเกินไป ทำให้ปวดข้อต่อ และมีการผิดรูปของนิ้วเท้า รวมถึงตาปลาเรื้อรัง ควรใช้รองเท้าหัวมน เพื่อให้นิ้วเท้ามีโอกาสได้แผ่ออกอย่างเป็นธรรมชาติ
3. ใช้แผ่นรองรองเท้า เพื่อช่วยให้การกระจายน้ำหนักไปได้ทั่วฝ่าเท้า ช่วยให้คุณสบาย เวลาเดินมากขึ้น และลดอาการปวดเท้าอีกด้วย
4. เลือกความสูงของส้นสูงไม่ควรเกิน 2 นิ้ว และขนาดของส้นก็ไม่ควรแหลมเกินไปอย่างส้นเข็ม แต่ควรมีความกว้างพอสมควร เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักให้สมดุลเวลายืนหรือเดิน
จะสวยสูงสง่าแล้ว ก็ต้องสุขภาพดีพอที่จะใส่ส้นสูงได้ด้วยนะคะ และยิ่งกับเวิร์กกิ้งมัมที่ต้องใส่เป็นประจำแล้วนั่น อย่าลืมหมั่นเอาเท้าแช่น้ำอุ่น เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แล้วอย่าลืมสลับการใส่รองเท้าส้นสูงของคุณกับรองเท้าส้นเตี้ยบ้าง ให้เท้า ขา และหลังคุณได้พักบ้าง

สปาเท้า
นอกจากที่คุณผู้หญิงจะเลือกรองเท้าที่ไม่บีบเท้ามากเกินไปแล้ว แต่หากยังต้องใส่ส้นสูงเป็นเวลานาน หรือยิ่งถ้าต้องเดินเหินด้วยความสูงเช่นนี้แล้ว อาการปวดเมื่อย หรือตะคริวก็จะเกิดขึ้นได้ การคลายปัญหาตรงนี้ก็อาจจะทำสปาเท้า เพื่อคลายกล้ามเนื้อช่วยบรรเทาอาการปวดสักอาทิตย์ละครั้ง
นำเท้าแช่น้ำอุ่นประมาณ 10-15 นาที โดยให้ระดับน้ำสูงถึงครึ่งน่อง
ออกกำลังเท้าและนิ้วเท้าไปขณะแช่เท้า เช่น การกระดกปลายเท้าขึ้นลง งอ-เหยียดนิ้วเท้า หันฝ่าเท้าเข้าออก หรืออาจใช้มือช่วยนวด โดยเฉพาะบริเวณอุ้งเท้าที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก หรือจะเป็นการเหยียบกะลาหรือลูกกอล์ฟก็ได้
ใช้มะขามเปียกขัดเท้า ด้วยความเป็นกรดอ่อน ๆ จะช่วยทำให้ผิวนุ่มและสะอาดสะอ้านขึ้น ตบท้ายด้วยการทาโลชั่น เพื่อความผ่อนคลายแบบครบสูตร

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทำไม..โดนัทถึงมีรู


ขนมโดนัทซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองของเนเธอแลนด์นั้น เดิมไม่มีรูตรงกลาง แต่เป็นแป้งทอดมีรสหวาน บางครั้งโรยน้ำตาลด้วย มีชื่อภาษาดัตช์ที่แปลเป็นไทยได้ว่า ขนมน้ำมัน (oil cake) ชาวยุโรปที่อพยพไปสหรัฐอเมริกา ในต้นศตวรรษที่ 17 ได้นำขนมประเภทนี้ไปด้วย เนื่องจากขนมนี้มีรูป ร่างกลมเล็กเท่าลูกวอลนัท ชาวนิวอิงแลนด์จึงเรียกขนมนี้ใหม่ว่า โด แปลว่า ก้อนแป้ง) ทั้งๆ ที่ขนมนี้ไม่มีถั่วเป็นส่วนประกอบเลย

รูตรงกลางโดนัทเพิ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เมื่อนาย แฮนสัน เกรกอรี กัปตันเรือชาวเมืองรอคพอทรัฐเมน เจาะรูแป้งโดนัท ที่มารดากำลังจะทอด เพราะคิดว่าการขยายพื้นผิวหน้า ของขนม จะทำ ให้ทอดได้ง่ายขึ้น และแต่เดิมนั้น ตรงกลางของ โดนัทมักจะแฉะ สุกไม่ทั่วเมืองรอคพอทภาคภูมิใจในรูโดนัทมาก ถึงกับสร้างป้ายทองแดงจารึก เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประกาศ 7 บุคคลผู้คว้า รางวัลแมกไซไซ ปีนี้


เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการพิจารณารางวัลรามอนแมกไซไซ ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลแมกไซไซประจำปี 2553 ทั้งหมด 7 รางวัล ซึ่งได้แก่

1. นายทาดาโตชิ อากิบะ นายกเทศบาลเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น 3 สมัย ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

2 . คริสโตเฟอร์ และ 3. มาเรีย วิคตอเรีย คาร์ปิโอ-เบอร์นิโด คู่สามีภรรยาชาวฟิลิปปินส์ นักฟิสิกส์ผู้พัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ในประเทศฟิลิปปินส์

4. หัว ต้ายซาน ช่างภาพชาวจีน ได้รับคัดเลือกจากผลงานการตีแผ่ภาพน้ำเสียกว่า 15,000 ภาพแสดงเป็นนิทรรศการเพื่อสะท้อนปัญหามลพิษในแม่น้ำหวาย ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใหญ่อันดับสามของจีน แม้ว่าจะถูกข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเจ้าของโรงงานละแวกนั้นก็ตาม

5. โนมาน คาน ทนายความจากบังกลาเทศ ได้รับคัดเลือกจากการเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรอิสระเพื่อช่วยเหลือคนพิการชาวบังกลาเทศจำนวนกว่า 13 ล้านคน

6. ปัง ยื่อ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการปกป้องสิ่งแวดล้อมของจีน ได้รับคัดเลือกจากการทำงานเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในจีน

7. ฟู ฉีผิง ผู้นำชุมชนในมณฑลเจ้อเจียงของจีน ได้รับคัดเลือกจากการทำงานเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในจีนเช่นกัน

ทั้งนี้ รางวัลแมกไซไซ จัดตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงประธานาธิบดี รามอน แมกไซไซ แห่งฟิลิปปินส์ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกในปี พ.ศ. 2500 และสำหรับปีนี้ งานประกาศรางวัลแมกไซไซ จะจัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้