วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นักเรียนไทย ทนทุกข์สมองบวม


แวดวงการศึกษาในประเทศไทยยุคนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับ “นักเรียน” นั้นประเด็นคุณภาพกำลังเป็นที่วิพากษ์กันมาก อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเด็กนักเรียนตกเป็นเป้าจับจ้องมองว่ามีปัญหา ในอีกด้านหนึ่งปัญหาที่เกิดกับเด็กนักเรียนอันเนื่องมาจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ “ผู้ปกครอง” เป็นสาเหตุ ยังไม่มีการใส่ใจจริงจังนัก...

นักเรียนไทยไม่น้อย...มีปัญหา “เบื่อ-เครียด-ทุกข์”

ตกอยู่ในภาวะที่นักวิชาการเรียกว่า “โรคสมองบวม”

“ดู ๆ แล้วเด็กนักเรียนไทยยังเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ตลอด” ...นี่เป็นส่วนหนึ่งจากการระบุของ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ซึ่งเปรียบเทียบ และเรียกขานคำว่า “โรคสมองบวม” ในเด็กนักเรียนไทย
ทั้งนี้ ติว เรียนพิเศษ กวดวิชา เป็นปรากฏการณ์ปกติของเด็กนักเรียนไทยยุคนี้ไปแล้ว จะเห็นได้จากการเกิดธุรกิจการศึกษาในลักษณะนี้ผุดขึ้นมากมายทุกมุมเมือง ซึ่งก็มีนักวิชาการชี้ว่านี่เป็นเรื่องของ “ค่านิยม”

เป็นค่านิยมที่ทำให้เด็กไทย “ต้องแข่งขันทางการศึกษา” ตั้งแต่เด็กตั้งแต่เล็ก เพื่อที่ผลการเรียนจะได้ดี จะได้เข้าเรียนต่อในสถานศึกษา ดี ๆ มีชื่อเสียง และก็เชื่อว่าจะทำให้มีโอกาสได้ทำงานดี ๆ ในอนาคต

ถามว่า... นี่เป็นค่านิยมใคร ? นี่เป็นความเชื่อของใคร ? คำตอบก็พุ่งเป้าสู่ “ผู้ปกครอง” ซึ่งแม้การคาดหวังต่อบุตรหลานในลักษณะนี้จะมิใช่เรื่องผิด แต่หากเป็นการคาดหวังที่สูงมากเกินไปจนเกิดเป็นการ “กดดันบุตรหลาน” โดยไม่รู้ว่าเด็กยินยอมพร้อมใจอย่างมีความสุขหรือไม่ ? หรือรู้สึกว่าต้องจำใจเรียนเพราะถูกบังคับจากค่านิยมของผู้ปกครอง เด็กก็ต้องแบกความเชื่อมั่นของผู้ปกครองเอาไว้บนบ่าอย่างสุดหนักอึ้ง !!

ทำให้ตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “โรคสมองบวม”

“เบื่อ-เครียด-ทุกข์” เพราะค่านิยมผู้ปกครอง ?!?

กับเรื่องนี้ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ขยายความและแจกแจงผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ปัจจุบันนี้มีเด็กนักเรียนไทย ยกเว้นอนุบาล และประถมศึกษา เป็นโรคไม่ชอบไปโรงเรียน เป็นโรคเบื่อโรงเรียนจำนวนไม่น้อย เพราะมีทัศนคติต่อการเรียนที่ไม่ดี ขณะที่ปรากฏการณ์การกวดวิชาอาจทำให้คุณค่าการเรียนในห้องเรียนลดลง

“เด็กไปโรงเรียนด้วยความรู้สึกแบบงั้น ๆ

ไปโรงเรียนเพียงเพื่อให้จบไปวัน ๆ เท่านั้นเอง”

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเด็กฯ บอกอีกว่า... “ปรากฏการณ์โรงเรียนเด็กในเมือง มีความรุนแรง มีสภาพสังคมน่าเบื่อมาก น่าเป็นห่วงจริง ๆ ทั้งที่โรงเรียนควรเป็นสถานที่เปิด มีความสนุกสนาน เด็กไปโรงเรียน แล้วได้ไปหาสังคม ไปหาเพื่อน แต่กลับกลายเป็นสถานที่ที่น่าเบื่อหน่าย”

และเมื่อโฟกัสที่การเรียนตามหลักสูตร รศ.ดร.สมพงษ์ ก็บอกว่า... เนื้อหาหลักสูตรของการเรียนทุกวันนี้ โดยรวม ๆ มี 8 กลุ่ม 8 สาระวิชา, 20 วิชาเรียน, 67 มาตรฐาน นักเรียนจะเรียนวันละ 6-7 คาบ ใช้เวลาเรียนคาบละ 35 นาที และเรียนสัปดาห์ละ 35 คาบ แถมยังต้องเรียนกวดวิชาหลังเลิกเรียน หรือเรียนในวันหยุดอีกด้วย

“เรียกว่าเรียนกันเต็มเหยียด เรียกว่าเรียนจนสมองบวม”

นอกจากนี้ เนื้อหาที่สอนก็เพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะระดับ “มัธยมศึกษา” มีการเรียน-การเร่งเนื้อหากันจนเกินระดับสมองของเด็ก “เน้นเรียนก่อนรู้ก่อนเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ จนกลายเป็นค่านิยม”

“โรคสมองบวมที่ว่านี้ ทำให้เด็กนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษา ชั้น ม.1-ม.2 ต้องออกจากระบบไปกลางคันถึงประมาณ 400,000 คนแล้ว” ...รศ.ดร.สมพงษ์ระบุ

พร้อมทั้งบอกต่อไปว่า... เรื่องของการปฏิรูปการศึกษาในประเทศต่าง ๆ นั้น ประเทศมาเลเซีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศญี่ปุ่น จัดเป็นประเทศที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีการปฏิรูปการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก ส่วนประเทศไทยที่พูดถึงเรื่องปฏิรูปการศึกษามานานแล้ว แต่ยังติดกลุ่มประเทศที่ปฏิรูปได้แย่อยู่

ทั้งนี้ เด็กนักเรียนไทยเป็นผู้ถูกกระทำมาตลอด เรื่อง “สมองบวม” นั้นมีผลการทดสอบไอคิวเด็กออกมา โดยบางคนก่อนเรียนไอคิว 110 แต่พอเรียน ๆ ไปแล้วกลับเหลือ 97-100 จนกลายเป็น “ยิ่งเรียนยิ่งโง่”

“การเรียนเพื่อการแข่งขันของเด็กไทยนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับอนุบาลฯ เพื่อที่จะสอบเข้าโรงเรียนดี ๆ ได้ ซึ่งโหดร้ายต่อเด็กมาก เด็กบางคนกวดวิชากันเป็นปี ๆ เด็กจึงสมองบวมเกินวัย เพราะทั้งใส่-ทั้งอัดเนื้อหาวิชากันเกินวัย ทำให้การเรียนไม่สนุกสำหรับเด็ก

โรงเรียนกวดวิชาที่ทะลักออกมาทั่วประเทศ นี่ก็เป็นอีกดัชนี ที่ชี้ว่าการปฏิรูปการศึกษาของเรายังผิดทิศผิดทาง เกิดจากค่านิยมที่ผิดเพี้ยนของพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งปัญหานี้เป็นสิทธิเด็กอย่างหนึ่ง ที่เด็ก ต้องได้รับการคุ้มครองไม่ให้เกิดปัญหา” ...ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเด็กฯ ระบุ

อาจไม่ใช่เด็กนักเรียนไทยส่วนใหญ่...ที่ต้องเผชิญปัญหานี้

แต่ต่อให้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น...ก็เป็นเรื่องที่ต้องสนใจ

ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องใส่ใจ

ว่าเป็น “พ่อแม่รังแกลูกด้วยการเรียน” หรือเปล่า ???.

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สำนวนภาษาฝรั่งเศสน่ารู้

nuit blanche( นุย บลองเชอ )ยามค่ำคืนที่เราไม่นอน
mariage blanc ( มารีอาจ บลองซ์ ) การแต่งงานที่คู่แต่งงาน ไม่ได้คิดจะใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ (เพียงเพื่อได้สัญชาติ ...)



année blanche ( อานเน่ บลองเชอ ) ปีการศึกษา (มหาวิทยาลัย) ที่ไม่นับรวมในหลักสูตร



































Love Sick - F.T. Island

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

จะเลือกแปรงสีฟันแบบไหนดี ?


พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี
การทำความสะอาดฟันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยลดการเกิดฟันผุและโรคเหงือกอักเสบ จากประสบการณ์ของทันตแพทย์ มักจะแนะนำให้ทำความสะอาดฟันด้วยหลักการสากล คือ
1. แปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร 2. ใช้เส้นใยในล่อนขัดตามซอกฟันทุกซี่ เพราะแปรงฟันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขจัดเศษอาหารได้หมดจด เป็นเหตุให้มีฟันผุเหงือกอักเสบได้อีก 3. ใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุของฟันผุและเหงือกอักเสบ
หลักใหญ่ๆ ในการทำความสะอาดฟันก็มีอยู่เท่านี้ ซึ่งแปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์หลักในการทำความสะอาดฟันและเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน
แปรงสีฟันที่จำหน่ายอยู่มีมากมายหลายแบบทั้งที่ผลิตมาถูกต้องตามหลักวิชาการ และผลิตออกมาแบบแฟชั่นเน้นรูปทรงแปลกๆ สีสันสดสวยตามสมัยนิยม ราคาแพงแต่แปรงขจัดคาบอาหารไม่ค่อยได้ผล บางคนเลยนิยมซื้อเก็บสะสมมากกว่าใช้งาน ก็เก๋ไปอีกแบบ เมื่อแปรงสีฟันเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต ตลาดแปรงสีฟันจึงเป็นธุรกิจ ที่มีมูลค่าสูง การแข่งขันทางตลาดและโฆษณาสูงไปด้วย ความสับสนก็มาตกอยู่ที่ผู้ใช้ว่าจะเลือกแปรงชนิดไหนดี เพราะต่างก็บอกว่าเป็นแปรงที่ดีถูกสุขลักษณะเกือบทุกยี่ห้อ
ทีนี้ถ้าจะดูกันละเอียดในส่วนสำคัญที่สุดของแปรงคือ ขนแปรง ในยุคแรกๆ เขาใช้ขนสัตว์มาทำ ที่นิยมมากคือ ขนหมู เริ่มที่ประเทศจีนก่อน ขนแปรงไนล่อน ส่วนเริ่มเข้ามาแพร่หลายเมื่อ 60 ปีที่แล้ว เนื่องจากราคาถูกกว่าและควบคุมมาตรฐานได้ดีกว่า
ในระยะเริ่มแรกของการใช้ขนแปรงไนล่อน ยังไม่มีใครให้ความสำคัญแก่ปลายขนแปรง ขนาดของขนแปรง ตลอดจนความอ่อนหรือความแข็งของขนแปรง จนกระทั่งการค้นคว้าวิจัยของทันตแพทย์หลายคนสรุปตรงกันว่า
1. ปลายขนแปรง จะต้องมีปลายมน 2. ขนาดของขนแปรงควรอยู่ที่ 0.007 นิ้ว 3. ตัวขนแปรงควรมีหลายๆ กลุ่ม (MULTITUFF) 4. ปลายขนแปรงควรวางตัวสูงเรียบๆ เท่าๆ กัน ขนาด ½ นิ้วทุกเส้น การผลิตแปรงสีฟันให้ได้มาตรฐานแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ที่ 1 นั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะต้องใช้เทคนิคสูงในการทำให้ปลายขนแปรงมนได้ทุกเส้น ปกติแล้วการมองขนแปรงด้วยตาเปล่ายากที่จะเห็นได้ชัดเจน จนอาจทำให้คุณมองข้ามความสำคัญส่วนนี้ไป ทั้งที่ขอบคมของปลายขนแปรงนั้นสามารถทำอันตรายต่อเหงือกและฟันได้ เพราะปลายขนแปรงจะเป็นเหลี่ยมและขุย
โดยปกติแล้วจะมีอยู่ 3 คำที่มักเห็นติดอยู่ข้างกล่องแปรงที่ขายกันโดยทั่วไป คือคำว่า END ROUNDED หมายถึงปลายขนแปรงที่มน อีกคำคือ MULTITUFF หมายถึงแปรงที่มีกลุ่มหรือกอขนแปรง เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการขจัดเศษอาหารได้มากที่สุด อีกคำคือ SOFT หรือแปรงที่มีขนอ่อนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.007 นิ้ว ซึ่งมีอันตรายต่อเหงือกและฟันน้อยที่สุด
แต่จริงแล้วแปรงสีฟันเกือบทุกยี่ห้อจะเขียนไว้ข้างกล่องว่า END ROUNDED, MULTITUFF และ SOFT ทีนี้จะมีประสิทธิภาพดีแค่ไหน ผู้มีหน้าที่ควบคุมมาตรฐานสินค้า โฆษณา และคุ้มครองผู้บริโภคน่าที่จะสำรวจคุณภาพดูว่าเป็นจริงตามที่โฆษณาไว้หรือเปล่า
เมื่อเลือกแปรงดีๆ ได้แล้ว ควรจะใช้แปรงนั้นนานแค่ไหน ? คำตอบ คือไม่สามารถกำหนดได้ เนื่องจากแรงในการแปรงของแต่ละท่านไม่เท่ากัน และขึ้นอยู่กับวิธีแปรงด้วย ถ้าหากปลายขนแปรงปลายบานออก ก็น่าจะเปลี่ยนอันใหม่ได้เลย อย่าประหยัดใช้อยู่เลย เพราะนอกจากไม่สามารถทำความสะอาดได้ดีแล้ว ยังมีผลเสียอันตรายต่อเหงือกและฟัน

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ช๊อกโกเเลตให้คุณหรือโทษ


ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ช๊อกโกแล็ตให้คุณหรือโทษ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่คุณรับประทานมันเข้าไป เมื่อไม่นานมานี้ มีการรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับการบริโภคช๊อกโกแล็ต ขนมหวานยอดนิยมในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ที่ว่า ช๊อกโกแล็ตนั้น มีสาร antioxidant เป็นส่วนประกอบสำคัญ ทำให้ดูเหมือนว่า ช๊อกโกแล็ตเป็นอาหารเสริมสุขภาพ เสียมากกว่าจะเป็นของหวานทำลายสุขภาพ ซึ่งก็จริงอยู่ที่ว่า ช๊อกโกแล็ตนั้นมีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งมีคุณประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ แต่ถ้าหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปแล้วละก็ จะทำให้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน อันเป็นสาเหตุของโรคร้ายอีกหลายชนิด
จากรายงานล่าสุดของ American Journal of Clinical Nutrition ระบุว่า ประโยชน์ที่จะได้รับจากการรับประทานช๊อกโกแล็ตนั้น จะมีความสัมพันธ์กับการได้รับปริมาณ ช๊อกโกแล็ตและโกโก้เพียงเล็กน้อย โดยเมื่อเรารับประทานช๊อกโกแล็ตดำประมาณครึ่งออนซ์ หรือแป้งโกโก้ที่ไม่ใส่น้ำตาล 1 ใน 4 ช้อนโต๊ะ ความสามารถในการ antioxidant ของร่างกายจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ และ LDL ซึ่งเป็น bad cholesterol ก็จะลดลงด้วย โดย antioxidant นั้นเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ทั้งโกโก้ และช๊อกโกแล็ต มีส่วนประกอบสำคัญเรียกว่าFlavonoid ซึ่งพบได้ในผักและชา Flavonoid นี้ สามารถป้องกันเซลของร่างกายไม่ให้ทำปฏิกริยากับอณูที่เรียกว่า Free Radical ซึ่งเป็นตัวการในการของโรคหัวใจและการก่อให้เกิดเซลมะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีรายงานของ Journal of Agricultural and Food Chemistry ที่ระบุว่าสาร Antioxidant ของโกโก้นั้น ให้ผลไม่ต่างจากชาดำและชาเขียว ในขณะเดียวกันบทความใน Experimental Biology and Medicine ก็ระบุว่า สาร Antioxidant ในโกโก้ และช็อกโกแลต ยังสามารถป้องกันเซลจากความเสียหาย อันจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการพัฒนาเซลมะเร็ง อีกทั้งส่วนประกอบในโกโก้ ยังสามารถสกัดกั้นการเติบโตของเซลมะเร็งลำไส้ ในร่างกายมนุษย์ได้ด้วย
ผลไม้อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ช๊อกโกแลต มีส่วนประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นเดียวกับที่ในผักและผลไม้มี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า มันควรจะเป็น 1 ในอาหารหลัก 5 หมู่ที่เราควรรับประทานทุกวัน การรับประทานช๊อกโกแล็กเพียงเล็กน้อย อาจทำให้คุณค่า แต่แน่นอนว่า ต้องไม่ใช่การบริโภคอย่างหิวโหยในเมื่อช๊อกโกแลต และผลไม้ ต่างให้ประโยชน์ในเชิง Phytochemical ที่เหมือนกัน แน่นอนว่าผลไม้ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะคุณสามารถรับประทานได้ในปริมาณมาก ทั้งยังไม่ต้องกังวลเรื่อง calory และไขมัน และแม้ว่าในช๊อกโกแล็ตและโกโก้ จะมี Flavonoid แต่มีนก็ไม่ได้มี Fiber รวมทั้งวิตามินสำคัญ ๆ อย่างเช่นวิตามิน C ส่วนไขมันบางอย่างที่มีอยู่ในช๊อกโกแลตนั้น แม้จะไม่ทำให้เกิด Cholesterol แต่อาหารที่มักจะมีส่วนผสมของชีอกโกแลต กลับกลายเป็นต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นไอศครีมช๊อกโกแลต เค๊กช๊อกโกแลต หรืออาหารอื่น ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการจะรับประทานช๊อกโกแลต เพื่อหวังคุณค่าต่อร่างกาย สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงเสมอก็คือ การรับประทานในปริมาณน้อย คือเพียงแค่ ก้อนชอคโกแลตก้อนเล็ก ๆ สองสามก้อน และรับประทานช้า ๆ เพื่อรับรสที่แสนอร่อยของมัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

L Amourเสน่ห์แห่งกาลเวลาจากปิแอร์ การ์แดง

บริษัท สหกรุงทอง เทรดดิ้ง จำกัด ผู้นำเข้านาฬิกาคุณภาพจากฝรั่งเศส เปิดตัวนาฬิกาอีกหนึ่งดีไซน์แห่งความงดงามและคลาสสิก ในคอลเลคชั่นนาฬิกาเพื่อสตรีผู้มีเสน่ห์ “ล-อะมูร” (L’ Amour) จาก “ปิแอร์ การ์แดง” นาฬิการุ่นนี้สวยสมเป็นผู้นำแห่งวงการแฟชั่นในฝรั่งเศส ด้วยหน้าปัดนาฬิการูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีตัวเลขบอกชั่วโมงเป็นเลขโรมันคละขนาดเรียงกันเป็นโลโก้ตัวอักษร “P” ของ Pierre Cardin บนหน้าปัดเหลือบสีรุ้ง ฟังก์ชั่นสองเข็มนาฬิกาบอกชั่วโมงและนาที ที่รอบขอบหน้าปัดสี่เหลี่ยมมีทั้งที่ทำจากสตีลและทอง 18 กะรัต หัวร้อยสายประดับด้วยคริสตัลแวววาว 94 เม็ด สายนาฬิกาทำจากหนังอย่างดีมีให้เลือกสามสี คือ สีชมพู สีขาวนวล และสีเทา ถูกใจนักสะสมนาฬิกาแฟชั่น เที่ยงตรงและบางเบาด้วยกลไกระบบควอทซ์ กันรอยขีดข่วนด้วยกระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์ และกันน้ำลึกถึง 30 เมตร เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์นาฬิกาชั้นนำของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน และเดอะ มอลล์ามในคอลเลคชั่นนาฬิกาเ การ์แดง” นาฬิการุ่นนี้สวยสมเป็นผู้นำแห่งวงการแฟชั่นในฝรั่งเศส ด้วยหน้าปัดนาฬิการูปสี่เหลี่ยมจัส มีตัวเลขบอกชั่วโมงเป็นเลขโรมันคละขนาดเรียงกันเป็นโลโก้ตัวอักษร “P” ของ Pierre Cardin บนหน้าปัดเหลือบสีรุ้ง ฟังก์ชั่นสองเข็มนาฬิกาบอกชั่วโมงและนาที ที่รอบขอบหน้าปัดสี่เหลี่ยมมีทั้งที่ทำจากสตีลและทอง 18 กะรัต หัวร้อยสายประดับด้วยคริสตัลแวววาว 94 เม็ด สายนาฬิกาทำจากหนังอย่างดีมีให้เลือกสามสี คือ สีชมพู สีขาวนวล และสีเทา ถูกใจนักสะสมนาฬิกาแฟชั่น เที่ยงตรงและบางเบาด้วยกลไกระบบควอทซ์ กันรอยขีดข่วนด้วยกระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์ และกันน้ำลึกถึง 30 เมตร เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์นาฬิกาชั้นนำของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน และเดอะ มอลล์

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ช่วยตัดสินใจในการเลือกคณะ



วิธีการเลือกคณะนั้น มีอยู่หลากหลายวิธีตามความชอบของแต่ละบุคคล ตามความสนใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างดังนี้
- สายที่เรียนมา เรียนสายวิทย์-คณิต ศิลป์-คำนวณ หรือศิลป์-ภาษา
จริงอยู่ที่ว่าระบบAdmissions ไม่มีการกำหนดว่าคณะนี้ต้องเป็นสายวิทย์สมัครเท่านั้น ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวเลยค่ะ แต่มันขึ้นอยู่กับวิชาที่เราเรียนมาตอนม.ปลาย สมมติว่าเรียนสายศิลป์ เรียนวิทยาศาสตร์ สัปดาห์ละ 3 คาบ ในขณะที่สายวิทย์เรียน 9-12 (มากกว่า 2-3 รายวิชา แถมยังใช้เวลาเรียนมากกว่า 3-4 เท่าเชียวนะ) ในเมื่อคุณรู้ว่าสายศิลป์เรียนวิทยาศาสตร์แค่พื้นฐานเพื่อนำไปสอบO-Net เท่านั้น!!! แต่ถ้าไปเลือกคณะที่ต้องสอบA-Net ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ด้วยละก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะA-Net จะสอบเนื้อหาลึกกว่าของO-Net และสายศิลป์คงไม่ได้เรียนมาลึกขนาดนั้น
- ความชอบส่วนบุคคล
เราต้องใช้ความชอบ ความสนใจ ส่วนตัวค่ะ อย่าตามเพื่อน อย่าตามแฟนเพราะแค่ที่จะได้อยู่คณะเดียวกัน เชื่อเถอะค่ะ ว่าถ้าเราเลือกตามพวกเค้าเหล่านั้นไป นอกจากจะเรียนไม่ไหว เพราะไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเรียน ก็จะยังไม่ได้อยู่กับเพื่อน หรือกับแฟนอย่างที่คิดนะคะ อยู่ในรั้วมหาลัย สังคมโตขึ้น ตัวเราโตขึ้น ต่างคนต่างมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราอยู่ในสังคมใหม่ๆ เพื่อนเราตั้งแต่สมัยมัธยม ก็มีสิทธิ์ที่จะไขว้เขว ไปอยู่กับอีกกลุ่มหนึ่ง หรือแยกจากเราเป็นการถาวรเลยก็ได้ จงจำไว้ว่าเพื่อนสมัยมหา’ลัย จริงใจด้วยน้อยที่สุดในบรรดาเพื่อนที่เราเคยคบมาตั้งแต่อนุบาลนะคะ
ในเมื่อเราชอบอะไร ค้นพบตัวเองให้เจอนะคะ แล้วทำตามฝัน บางคนก็เป็นเหมือนกับซ่าครอบครัวอยากให้เรียนอีกอย่าง ในสิ่งที่เราไม่ชอบ ในสิ่งที่เราไม่ได้สนใจ จนเรากลายเป็นเหมือนตุ๊กตาที่คนเล่นคอยจับแต่งตัวตามใจเขา ไม่สนเลยว่าเสื้อผ้า เข้ากับรูปร่างหรือไม่ ถ้าเปรียบเทียบคนเล่นตุ๊กตาก็คือพ่อแม่นั่นแหละ คอยยัดเยียดให้ตุ๊กตาซึ่งก็คือตัวเรา ให้ใส่เสื้อแบบนั้น แบบนี้ เราก็เป็นมนุษย์นะคะ มีความรู้สึก มีความพอใจ และมีความไม่พอใจ ถ้าบังเอิญว่าคณะที่เราอยากเข้ากับคณะที่พ่อแม่หวังให้เข้า เป็นคณะเดียวกัน ก็โชคดีไปค่ะ ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันใกล้เคียงก็ต้องเจรจาค่ะ ตกลงกันว่าจะเอายังไง อธิบายเหตุผลค่ะ ว่าทำไมอยากเรียนคณะนี้ แต่ปัญหาสุดท้ายคือคณะที่แตกต่างกันสุดขั้ว พ่อ-แม่อยากให้เรียนแพทยศาสตร์ ลูกอยากเรียนศิลปกรรมอะไรแบบนี้ ไม่ขัดใจพ่อแม่ ก็ต้องตามใจพ่อแม่แล้วล่ะค่ะ จริงๆแล้วถ้าตามใจก็ดีนะคะ เป็นลูกกตัญญู เพราะพ่อแม่ก็อยากเห็นความสำเร็จของเรา ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะยัดเยียดสิ่งที่ไม่ดีให้แก่ลูกหรอกค่ะ พ่อแม่มีแต่หวังดี แต่ถ้าจะให้ซ่าสรุป ถ้าเป็นซ่าต้องของอกตัญญูสักครั้งค่ะ บอกเหตุผลท่านไปว่า...