วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

7 เคล็ดลับเด็ด กิน Fast food แบบไม่อ้วน


1. เพิ่มทอปปิ้งผักให้มากขึ้นในแซนวิช หรืออาหารชุดที่สั่ง เช่นผักสด มะเขือเทศ หัวหอม จะช่วยเพิ่มวิตามิน ใยอาหารและรสชาติของ แซนด์วิชแต่เพิ่มเพียงไม่กี่แคลอรี่เท่านั้น
2. เลือกน้ำสลัดที่มีไขมันต่ำ หรือแบบน้ำใส แต่ถ้าใครบอกว่ามันไม่อร่อยล่ะก็ ลองเลือกน้ำสลัดแบบที่ใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์เป็นส่วนผสมจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า
3. ไม่ควรเพิ่มเกลือในอาหารอีก เพราะในอาหารมีความเค็มของโซเดียมมากเกินพออยู่แล้ว การรับประทานรสเค็มมากจนเกินไปจะทำให้ ไตทำงานหนัก

4. ซอสมะเขือเทศมีส่วนผสมของน้ำตาลเยอะกว่าที่เราคิด แถมบางยี่ห้ออาจมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูมากเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว หากคนไหนรับประทานอาหารฟาสฟูตแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็สามารถลดปริมาณทานซอสให้น้อยลงได้
5. ถ้าเป็นไปได้เลือกไก่ย่างดีกว่าไก่ทอดและจะแคลอรี่และไขมันน้อยกว่า
6. ชีสหรือเนยแข็ง เป็นไขมันอิ่มตัวสูง แต่ถ้าหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็เลือกทานชีสแบบที่มีแคลเซี่ยมสูงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า
7. เลือกดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้สดแทนน้ำอัดลม

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

ภาษาอังกฤษอ่อนแอ แก้ได้จ้า



เพื่อนคนไหนที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะแข็งแรงไม่ต้องกลัวไปค่ะเรามีเคล็ดลับดีๆมาบอกเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้เพื่อนๆเก่งภาษาอังกฤษขึ้นอย่างแน่นอน
1. ไปหาซื้อ Dictionary มา 1 เล่ม เอาเล่มที่ด้านหนึ่งแปลอังกฤษ - ไทย อีกด้านแปลไทย - อังกฤษ เอาเล่มขนาดพอดีๆ พกพาสะดวก

2. ลองนั่งในห้อง แล้วมองดูว่า ในห้องที่เรานั่งอยู่ มีเครื่องใช้อะไรบ้างที่เราไม่รู้ภาษาอังกฤษ แล้วเปิด Dictionary ดูว่าสิ่งนี้ภาษาอังกฤษคืออะไร แล้วก็จดไว้ในสมุดเลคเชอร์ เช่น มองเห็นตู้เย็น ก็เปิดดูๆ โอ้ refrigerator นั่นเอง ลองทำบ่อยๆ วันละ 1-10 คำ ไม่ต้องไม่ซีเรียสกับมานมาก แต่ขอให้เปิดดูบ่อย ๆ ว่างๆก็เอามาเปิดดู

3.เวลาไปไหนมาไหน ลองสังเกตุป้ายโฆษณา ข้อความต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ เช่น..ป้ายจราจร shift left = เลี้ยวซ้าย ลองจำไว้ คำไหนไม่รู้ความหมาย ก็ลองจดมาหาความหมายทีหลังก็ได้ค่ะ

4.เวลาตามร้านหนังสือที่เขาลดราคา ก็ลองเปิดดูหนังสือภาษาอังกฤษบ้าง เช่น บทสนทนาภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษที่ใช้ในการท่องเที่ยว แล้วก็ลองจำสำนวนแปลก หรือคำที่เราไม่รู้ หรือไม่เคยใช้ มาจดในสมุดเลคเชอร์ (อิอิ แอบประหยัด)

5.ทำอย่างนี้บ่อยๆ ไม่ต้องซีเรียสกับมัน แต่ให้สนใจเปิดหนังสือที่เพื่อนเลคเชอร์ บ่อยๆ หรือสนใจภาษารอบข้างเรา เราก็จะได้ไปเอง

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Moi-Même


Je suis gaie , timides ,curieuse de tout et ambitieuse.

Je n'aime pas les gens qui sont jaloux ,hypocrites,menteurs, capricieuse et égoïstes.

Je suis sensible ,timides et ambitieuse mais Je suis nerveuse.

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

7 เคล็ดลับอ่านให้จำ ในเวลาจำกัด


มีหลายๆ คนที่ช่วงสอบเจอปัญหาว่า อ่านหนังสือกี่ทีกี่ครั้ง ก็จำไม่ได้สักที แถมไม่มีเวลาแล้วด้วย สมาธิก็ไม่รู้หายไปไหนหมด ไม่อ่านก็ไม่ได้ด้วย เกิดสอบตกขึ้นมาจะเศร้ากว่าเดิม ไม่ต้องกังวลไปค่ะ พี่แนนก็มีเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้ชาวเด็กดีอ่านหนังสือสอบให้จำได้อย่างสบายๆ มาบอกกันค่ะ ไปดูกันเลยจ้า...
1. ต้องสร้างทัศนคติที่ดีต่อการอ่านหนังสือซะก่อน หากมีทัศนคติที่แย่ๆ ต่อการอ่านหนังสือแล้ว อ่านถึง 10 รอบก็ไม่มีทางจำได้ อ่านเยอะอย่างไรก็ไม่เข้าหัว

2. เมื่อมีทัศนคติที่ดีต่อการอ่านหนังสือแล้ว ก็ต้องมาสร้างแรงจูงใจในการอ่านหนังสือด้วย แรงจูงใจจะเป็นตัวผลักดันและกระตุ้นให้มีความอยากในการอ่านหนังสือ ซึ่งวิธีการสร้างแรงจูงใจก็คือ พยายามคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้น ถ้าเราอ่านหนังสือสำเร็จ เช่น ถ้าเราตั้งใจอ่านหนังสือและเตรียมความฟิตให้ตัวเองจนพร้อมแล้ว เราก็สามารถตะลุยข้อสอบได้ ผลก็คือได้คะแนนเป็นที่น่าพอใจ จากจุดนี้ก็จะทำให้เราได้เกรดสูงๆ หรือไม่ก็ Admissions ติด พ่อ แม่ พี่ น้อง ก็จะดีใจหรืออาจจะได้รับของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากท่านอีกก็ได้ อิอิ

3. พยายามสรุปเรื่องที่เราอ่านแล้วจำเป็นรูปภาพ ปกติแล้วมนุษย์จะจำเรื่องราวทั้งหมดเป็นรูปภาพ หลายๆวิชาที่ไม่มีรูปภาพประกอบทำให้เราอ่านแล้วไม่สามารถจินตาการ หรือจดจำได้ ให้เพื่อนๆ สรุปเรื่องที่เราอ่านแล้ว นำมาทำเป็น My map เพื่อเชื่อมโยงในส่วนที่สัมพันธ์กันและวาดให้เป็นความเข้าใจของตัวเอง จะทำให้จำได้แม่นขึ้น

4. หาเวลาติวให้เพื่อน เป็นวิธีการทบทวนความรู้ไปในตัวได้ดีที่สุด เพราะเราจะสอนออกมาจากความเข้าใจของตัวเราเอง หากติวแล้วเพื่อนที่เราติวให้เข้าใจ ถือว่าเราแตกฉานในความรู้นั้นได้อย่างแท้จริง

5. เน้นการตะลุยโจทย์ให้เยอะๆ พยายามหาข้อสอบย้อนหลังมาทำให้ได้มากที่สุด เพราะการตะลุยโจทย์จะทำให้เราจำได้ง่ายกว่าการอ่านเนื้อหา

6. เตรียมตัวและให้ความสำคัญในการอ่านหนังสือในวิชาที่เราถนัดมากกว่าวิชาที่ดันไม่ขึ้น หลายคนเข้าใจผิด ไปทุ่มเทเวลาให้กับวิชาที่เราไม่ถนัด วิชาไหนที่เราไม่ถนัด ดันยังไงมันก็ไม่ขึ้น เสียเวลาเปล่า เอาเวลาไปทุ่มให้กับวิชาที่เราทำได้ให้ชัวร์ดีกว่า จะได้เอาคะแนนไปถัวเฉลี่ยกับวิชาอื่นๆ แบบนี้เข้าท่ากว่าเยอะนะ

7. สมาธิเป็นสิ่งสำคัญมากในการอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือให้มีประสิทธิภาพ ต้องมีสมาธิดี ใครที่สมาธิสั้น จะจำยาก ลืมง่าย ใครสมาธิดี จะจำง่าย ลืมยาก การอ่านหนังสือ ต้องอ่านต่อเนื่องอย่างน้อย ชั่วโมงครึ่ง 30 นาทีแรกจิตใจของเรากำลังฟุ้ง ให้พยายามปรับให้นิ่ง 60 นาทีหลัง ใจนิ่งมีสมาธิแล้วก็พร้อมรับสิ่งใหม่ เข้าสู่สมอง ที่สำคัญอย่าเอาขยะมาใส่หัว ห้ามคิดเรื่องพวกนี้ซักพักเช่น เรื่องหนัง , เกม , แฟน พยายามออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้จิตใจเรานิ่งขึ้น

โอ้ .. ดูแล้วก็ทำได้ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ ที่สำคัญคือ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม และมีกำลังใจในการอ่านนะคะ คิดเอาไว้ว่า คะแนน คะแนน คะแนน ไม่ตก ไม่ตก ไม่ตก ก็ได้นะคะ (ฮ่าๆ)

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วิธีถนอมดวงตาขั้นพื้นฐาน


ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะมีปัญหาสายตาหรือไม่ รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการรักษาสายตาผิดปกติ ด้วยวิธีเลสิก ก็ยังแนะนำให้ทุกท่านดูแลดวงตาของตนเองด้วยวิธีง่าย ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อไม่ให้สายตาเกิดปัญหาจากการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าว หรือที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ วิชั่น ซินโดรม

เริ่มจากการใช้สายตามองจอคอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาทุก ๆ ½ หรือ 1 ชั่วโมง นาน 5 – 10 นาที โดยหันหน้าออกจากจอคอมพิวเตอร์เพื่อมองสิ่งอื่น ๆ เช่น ต้นไม้สีเขียว ให้รู้สึกสบายตา ลดความเมื่อยล้าของดวงตา และเพื่อป้องกันอาการตาแห้งที่มักทำให้รู้สึกแสบตาร่วมกับอาการน้ำตาไหลให้กระพริบตาถี่ ๆ ระหว่างมองจอคอมพิวเตอร์จะช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้

ส่วนเรื่องของอาหารการกินที่เป็นประโยชน์กับดวงตา ให้รับประทานอาหารที่มีวิตามิน แคโรทีน วิตามินบี และเอบี ผักใบเขียวทุกชนิดไม่ใช่แค่ผักบุ้งตามความเชื่อเท่านั้น และที่สำคัญไม่แพ้อาหารคือการพักผ่อนด้วยการนอนหลับอย่างเพียงพอ ป้องกันดวงตาขุนหมองอิดโรยและเหนื่อยล้า

สุดท้ายสำคัญเพราะสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปหลังจากโลกร้อนขึ้นพาให้แสงแดดยิ่งร้อนแรงสว่างจ้าจนสายตาสู้ไม่ไหว ดังนั้นจึงควรสวมแว่นกันแดดเพื่อลดทอนแสงยูวีถือเป็นการถนอมจอประสาทตา ทั้งยังช่วยป้องกันฝุ่นละอองที่พัดมากับลมได้

เพียงแค่ดูแลดวงตาตามข้อควรปฏิบัติขั้นพื้นฐานก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสายตา ส่วนผู้ที่มีปัญหาสายตาอยู่แล้ว ก็จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้ปัญหารุนแรงขึ้นได้.

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นมช็อกโกแลต ชะลอการอักเสบ


มีการศึกษาพบว่า "การดื่มนมไม่มีไขมันกับโกโก้ชนิดมีสารฟลาโวนอยด์สูง อาจช่วยลดการอักเสบ หรืออาการธาตุไฟกำเริบ ทำให้หลอดเลือดมีสุขภาพดี เสื่อมหรืออุดตันช้าลง" โดยคณะนักวิทยาศาสตร์จากบาร์เซโลนา สเปน ทำการศึกษาในอาสาสมัครอายุ 55 ปีขึ้นไป 47 คนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ดื่มซองผงโกโก้ขนาด 20 กรัมกับนมไร้ไขมันวันละ 2 ครั้ง
อีกกลุ่มหนึ่งให้ดื่มแต่นมไร้ไขมันเปล่าๆ ติดตามไป 1 เดือน แล้วสลับกลุ่มทดลองแบบไขว้กัน คือ ให้กลุ่มดื่มนมช็อกโกแลตไปดื่มนมเปล่า และกลุ่มดื่มนมเปล่าไปดื่มนมช็อกโกแลต ผลการศึกษาพบว่า "กลุ่มที่ดื่มนมช็อกโกแลตมีสารเคมีที่บ่งชี้การอักเสบ หรือธาตุไฟกำเริบน้อยกว่า แถมยังมีโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) สูงขึ้นมากกว่าคนที่ดื่มนมเปล่า"
คนไหนที่ไม่ชอบดื่มนมาลองหันมาดื่มกันดูนะคะ นอกจากบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงแล้วยังช่วยป้องกันการเสื่อมของหลอดเลือดของเพื่อนๆกันด้วยจ้า ^^

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เริ่มอ่านให้ดี เริ่มที่ ตาข้างไหน ?


สมองคนเราแบ่งการทำงานเป็นสองซีก สำหรับการอ่าน สมองซีกขวาทำหน้าที่เกี่ยวกับการอ่านแบบไม่ออกเสียง ทำให้ช่วยจำข้อมูลต่างๆ ได้มากในเวลารวดเร็ว แต่ก็เป็นการเข้าใจแบบรวมๆ กว้างๆ ส่วนสมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่อ่านแบบวิเคราะห์ แบบละเอียดยิบทุกตัวอักษรเลยค่ะ

แล้วดวงตาข้างไหน มาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้? ในทางประสาทวิทยาเค้าบอกค่ะว่า สัญญาณภาพจากตาซ้ายเกือบร้อยละ 80 จะถูกส่งไปสมองซีกขวา ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า การอ่านด้วยตาซ้ายจะทำให้เข้าใจแบบกว้างๆ ได้มากกว่า ดังนั้น ถ้าน้องๆ ลองกำหนดสติในการอ่านด้วยตาซ้าย (แต่ไม่ต้องปิดตาขวานะ) อาจช่วยให้สมองซีกขวาทำงานได้ดีขึ้น แต่ถ้าต้องการอ่านแบบละเอียดวิเคราะห์เจาะลึก ก็ลองกำหนดการอ่านด้วยตาตาขวา ก็จะช่วยให้การอ่านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แต่คนไหนที่มีปัญหาสายตา ร่างกายจะปรับตัวโดยการใช้สายตาข้างที่ชัดกว่าอยู่ตลอด ทำให้สมองทำงานไม่สมดุล ดังนั้น ชาวเด็กดีก็ควรทำการตรวจวัดสายตาดูด้วยนะคะว่า การมองเห็นของตาทั้งสองข้างเท่ากันหรือเปล่า ถ้ามีปัญหาก็ทำการแก้ไข ใส่แว่น ใส่คอนแทคเลนส์ได้ตามสะดวก จะได้ช่วยให้สมองทำงานได้สมบูรณ์ขึ้นนะคะ