วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

7 วิธีจัดการเวลา พากระชุ่มกระชวย


1. เวลาตื่นนอน ลองตื่นเช้ากว่าปากติที่เคยตื่น 5-10 นาที

2. เวลาแปรงฟัน ถูสบู่ อาบน้ำฝักบัว ให้ลองเปลี่ยนข้างมือที่ใช้บ้าง เพื่อความแปลกใหม่!! และกระตุ้นสมองเล็กน้อย(เพิ่มความลำบากด้วย - -')
3. นั่งรถโรงเรียนหรือไปเอง หรือพ่อแม่ไปส่ง จากที่เคยหลับให้มองวิว จากที่เคยมองวิวให้หลับบ้าง (อ้าวววว??)

4. ไปโรงเรียนให้ทันเวลาเข้าแถว ยื่งไปเช้ายิ่งดี(แต่ไม่ใช่ไปลอกการบ้านนะ) คนไปเช้ามักจะหัวดี หัวสมองจะปลอดโปร่ง(พี่แนนยืนยันๆ)
5. เวลาว่างจากนั่งโม้ นั่งเมาท์ เอาเวลาไปเข้าสมุดบ้าง (อิอิ)

6. กลับจาก รร. ปุ๊ปอาบน้ำโลด แล้วมาทำการบ้านให้เสร็จก่อนกินข้าวเย็น(ถ้าเป็นไปได้) แล้วหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็เริ่มอ่านหนังสือตามตารางวันละประมาณ 2 ชม.ก็เกินพอในวันธรรมดา ส่วนในวันเสาร์อาทิตย์สำหรับคนที่ไม่มีเรียนก็ 9 ชม.นะคะ ^_^
7. ก่อนเข้านอน ไม่ต้องเอาหนังสือมาวางใต้หมอนนะ มันไม่เข้าหัวหรอก ให้สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิวันละ 2-5 นาที ให้จิตสงบก็พอแล้ว

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ตึกเมืองอาบูดาบี


หลังจากที่หอเอนเมืองปิซ่า ได้เสียแชมป์ "สิ่งก่อสร้างที่เอียงที่สุดในโลก" ให้กับโบสถ์ซูเออร์ฮูเซ่น ในเยอรมันเมื่อ 3 ปีก่อน ล่าสุดได้มีสิ่งก่อสร้างแห่งใหม่ผุดขึ้น ทำลายสถิติสิ่งก่อสร้างที่เอียงที่สุดในโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และสิ่งก่อสร้างที่ว่านี้ ก็คือ ตึกแคปิตอล เกท ในเมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นตึก 35 ชั้นที่สูง 160 เมตรและมีความเอียงถึง 18 องศา ซึ่งถือว่ามากกว่าหอเอนปิซ่าที่มีความเอียงเพียงแค่ 4 องศา และโค่นแชมป์โบสถ์ซูเออร์ฮูเซ่นที่เอียงเพียงแค่ 5 องศาเท่านั้น โดยตึกแคปิตอลเกทนี้จะมีฐาน 12 ชั้นเป็นแนวตั้งฉากกับพื้น แล้วเริ่มเอียงตั้งแต่ชั้นที่ 13 ขึ้นไป สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นโรงแรมและเปิดเป็นสำนักงานให้เช่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่เสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 80% มีกำหนดสร้างเสร็จและพร้อมเข้าอยู่อาศัยได้ภายในปลายปีนี้
ทั้งนี้ กินเนสส์บุ๊คจึงได้บันทึกให้ตึกนี้เป็น "สิ่งก่อสร้างที่เอียงที่สุดในโลก" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่นิตยสาร "เนชันแนล จีโอกราฟฟิค" ก็ได้รวมตึกนี้ ให้เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ด้วย

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ยีนฉลาด


ยีนแห่งการเรียนรู้" สร้างเด็กฉลาด

ยีนการเรียนรู้ หรือยีนความฉลาด คือศักยภาพความเฉลียวฉลาดที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เป็นเด็กฉลาด และมีความใฝ่รู้เป็นพื้นฐานของชีวิต ทำให้มีกระตือรือร้นอยากที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลา อยากรู้อยากเห็น และช่างสังเกตเรื่องราวรอบ ๆ ตัวเสมอ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่พ่อแม่เป็นคนเก่ง มีสายพันธุ์ที่ดี เด็กที่เกิดมาก็จะมีศักยภาพที่ดีติดตัวมาด้วย

โดย ความฉลาด หรือทักษะพิเศษแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

1. ด้านคณิตศาสตร์การคำนวณ คือมีความเข้าใจ และสามารถคิดคำนวณเลขระดับพื้นฐาน ไปจนถึงแคลคูลัส และเลขระดับขั้นสูงต่าง ๆ

2. ด้านภาษาการสื่อสารที่ดี พูดภาษาได้คล่องแคล่ว สามารถสื่อสารกับผู้คนได้อย่างว่องไว รู้ความหมาย และรู้คำศัพท์ได้ดี

3. ด้านมิติสัมพันธ์ คือมีความเข้าใจเรื่องมิติความสัมพันธ์ของสถานที่ กาลเวลา รู้ว่าอะไรมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร ในมิติสัมพันธ์ของกาลเวลา สถานที่ โดยผ่านการทดสอบแบบการต่อรูปภาพ เข้าใจรูปภาพหรือเรื่องราวในรูปแบบ 2 มิติ 3 มิติ 4D รวมไปถึงเข้าใจโจทย์ปัญหาทางวิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ด้วย

นอกจากนี้ โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ยังบอกอีกว่าความเฉลียวฉลาดในตัวเด็กๆ นอกจากทักษะข้างต้นแล้ว ยังสังเกตได้จากความสามารถทางด้านดนตรี ความสามารถทางศิลปะ การมีวาทศิลป์ในการจูงใจคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถวัดความเฉลียวฉลาด และนำไปสู่การพิสูจน์ว่า ยีนการเรียนรู้สามารถถ่ายทอดทางสายเลือดได้มากน้อย แค่ไหน เช่น

ครอบครัวหนึ่ง คุณพ่อเป็นนักดนตรีที่เก่งมาก หรือร้องเพลงได้ไพเราะ สังเกตได้ว่าลูกที่เกิดมา ก็จะมีความสนใจในเรื่องดนตรี หรือการร้องเพลงเป็นพิเศษ หรือที่เรียกว่ามีพรสวรรค์ในการเล่นดนตรีได้ดี ร้องเพลงได้เพราะ เป็นต้น

ปัจจัย สิ่งแวดล้อม ก็ช่วยสร้างยีนการการเรียนรู้ได้

นอกจากยีนการเรียนรู้ หรือยีนความฉลาดจะถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Nature) มีมาโดยกำเนิดแล้ว เหล่าบรรดานักวิชาการ นักวิจัยก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าความฉลาด และการเรียนรู้ของเด็ก ๆ นั้น มีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Nurture) เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การอบรมเลี้ยงดู การมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารที่ดี รวมไปถึงการมีโอกาสที่ได้รับประสบการณ์ การกระตุ้นพัฒนาการที่ดีในวัยเด็ก หรือได้รับการศึกษาที่ดี ก็สามารถกระตุ้นให้เด็ก ๆ เกิดกระบวนการ การเรียนรู้ที่ดี และนำไปสู่ความเฉลียวฉลาดได้เหมือนกัน

โดยมีการศึกษาในเด็กที่ไม่มียีนการเรียนรู้ติด ตัวมาแต่กำเนิด แต่ในช่วงวัยเด็ก พ่อแม่เลี้ยงดูอย่างดี มีการกระตุ้นพัฒนาการที่ดี ให้ความดูแลเอาใจใส่ และให้โภชนาการที่ดีนั้น จะทำให้ยีนในตัวเด็กเกิดการเปลี่ยนรหัส และสามารถเติมลักษณะบางอย่างเข้าไป เรียกว่า Epi Genetic คือ ปรากฏการณ์ที่เหนือกว่าพันธุกรรม ซึ่งเป็นกลไกทางเคมีที่ทำให้สารพันธุกรรม หรือ DNA เกิดการปรับเปลี่ยนได้ แสดงว่ายีนสามารถปรับเปลี่ยนให้มีการเรียนรู้ และฉลาดขึ้นได้ แต่จะปรับเปลี่ยนได้มากหรือน้อย หรือเรียกว่าถูกเปิด ถูกปิดตอนไหน ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยค่ะ

ยีนการเรียนรู้ถูกเปิด ถูกปิด ตอนไหน

มีการวิจัยระบุว่ายีนแห่งการเรียนรู้ที่ติดตัวมา ตั้งแต่เกิดนั้น มีโอกาสที่จะถูกปิดลงได้เหมือนกันค่ะ ซึ่งเกิดขึ้นได้ถ้าช่วงระหว่างตั้งครรภ์ 3 เดือนก่อนคลอด แม่มีภาวะเครียด มีระดับฮอร์โมนความเครียดมาก จะส่งผลให้ยีนที่สร้างอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง และยีนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ของลูกถูกปิดลง และยีนหลายตัวจะถูกเปิดออก เช่น ยีนที่ทำให้เด็กมีความอ่อนไหวด้านอารมณ์ของความเครียดสูง กลายเป็นเด็กที่ไวต่อความเครียดได้ง่ายค่ะ

แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากนะคะ เพราะถ้าเด็ก ๆ ได้รับการดูแลที่ดี ส่งเสริมพัฒนาการดี ได้รับความรัก ความอบอุ่น และ ให้โภชนาการที่ดี เช่น น้ำมันปลา มีสาร AHA ซึ่งสามารถไปเปิดยีนบางตัวที่ทำให้เกิดการสร้างเส้นใยประสาท สร้างโครงสร้างในสมองขึ้นได้ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมที่จะทำให้เกิดยีนการเรียนรู้ หรือยีนความฉลาด ขึ้นอยู่กับปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผล ผลมากเหมือนกันค่ะ

วิธีการตรวจหายีนแห่งการเรียนรู้

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจเลือดเด็กทารก โดยการเอาเลือดไปแยกเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งในเซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีนิวเคียส มีโครโมโซม ก็สามารถเอาโครโมโซมไปแยกเป็นยีนตัวต่าง ๆ โดยการตัดโครโมโซมที่มีอยู่ 23 คู่ แล้วทำการวิเคราะห์ยีนต่างๆ ว่ามีรหัส หรือยีนอะไรบ้าง ซึ่งทำให้สามารถรู้ได้ว่า มีความเสี่ยงในการที่จะเกิดโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุ กรรมไหม เช่น ทาลัสซีเมีย โรคโลหิตจาง โรงมะเร็งเม็ดเลือดขาว อัลไซม์เมอร์ สมาธิสั้น ออทิสติก ดาวน์ซินโดรม

รวมไปถึงการตรวจหายีนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ หรือความฉลาดด้วย ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่า เด็กมียีนความฉลาดอยู่หรือไม่ เพื่อให้ส่งเสริมลูกไปในทางที่ถูกได้มากขึ้น

ไม่ว่าลูกของเราจะมียีนการเรียนรู้อยู่ในตัวหรือไม่ ถ้าพ่อแม่ส่งเสริมพัฒนาการให้เหมาะตามวัย กระตุ้นในสิ่งที่ลูกชอบ ก็จะเกิดพัฒนา และนำไปสู่การเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี เป็นเด็กฉลาดสมวัยได้เหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ตำนานหมากฝรั่ง


ตำนานหมากฝรั่ง เกิดจากนายพลอันโตนิโอ โลเปช เอ็กซ์ ซานตา อันนา แห่งกองทัพเม็กซิโก ซึ่งเดินทางมาอยู่ในอเมริกา

และนำยางต้นไม้จากป่าในเม็กซิโกชื่อว่า ยางชิคลิ (chicli) มาด้วย ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่พวกอาซเท็ก

ต่อมาเมื่อเดือนก.พ. ปี 2414 โทมัส อดัมส์ นักถ่ายภาพและนักประดิษฐ์ เห็นว่าหมากฝรั่งที่นายพลซานตาเคี้ยวน่าจะเป็นที่นิยม จึงวางแผนเปิดตลาดหมากฝรั่ง จนประสบความสำเร็จ โดยหมากฝรั่งยุคแรก ทำเป็นเม็ดกลมเล็กๆ ไม่มีรสชาติ วางขายในร้านขายยาแห่งหนึ่งในเมืองโฮโบเค็น รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา ขายราคาเม็ดละ 1 เพนนี และดัดแปลงทำเป็นรูปแผ่นสี่เหลี่ยมแบนๆ

ต่อมาปี 2418 จอห์น คอลแกน เภสัชกร เติมรสชาติในหมากฝรั่งโดยใช้ตัวยาทางการแพทย์ คือขี้ผึ้งหอมทูโล ซึ่งทำจากยางไม้ต้นทูโลในอเมริกาใต้ มีรสชาติหวานคล้ายกับยาแก้ไอน้ำเชื่อมของเด็กในยุคร้อยกว่าปีก่อน พร้อมทั้งตั้งชื่อหมากฝรั่งชนิดนี้ว่า "แทฟฟี่-ทูโล" ทำให้หมากฝรั่งกลายเป็นที่นิยมขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้น นายโทมัส อดัมส์ เจ้าเก่าก็ผลิตหมากฝรั่งรสชะเอม หรือที่เรียกว่า "แบล็กแจ๊ก" เป็นหมากฝรั่งเติมรสที่เก่าแก่ที่สุดที่มีขายอยู่ในท้องตลาดของอเมริกา

หลังจากนั้นปี 2423 นายวิลเลียม เจ.ไวต์ ผสมน้ำเชื่อมข้าวโพด และเติมรสด้วยเปเปอร์มินต์ ทำให้หมากฝรั่งซึ่งถูกตั้งชื่อว่า "รสเปเปอร์มินต์" และเป็นที่นิยมอย่างมาก

สำหรับหมากฝรั่งที่เป่าเป็นลูกโป่ง สองพี่น้อง แฟรงก์ และ เฮนรี ฟลีเออร์ เป็นผู้คิดค้นขึ้นแต่ในช่วงแรกยังมีคุณภาพไม่ดีนัก เป่าแล้วแตก ติดหน้าเหนอะหนะ จนในปี 2471 วอลเตอร์ เดมเมอร์ นำมาพัฒนาต่อและสามารถเป่าได้โตกว่าเดิม 2 เท่า และตั้งชื่อให้หมากฝรั่งแบบใหม่ว่า "ดับเบิ้ล บับเบิ้ล" ซึ่งไม่ได้ทำมาจากยางไม้อย่างหมากฝรั่งของนายพลซานตา แต่เป็นยางสังเคราะห์นุ่มซึ่งไม่มีรสและกลิ่น คนอเมริกันนิยมเคี้ยวเจ้ายางสังเคราะห์นี้มาก

ปัจจุบัน หมากฝรั่งมีหลากหลายรสชาติ เช่น รสมินต์ ทำให้ลมหายใจสดชื่น รสเลมอน ทำให้รู้สึกตื่นตัว หรือรสเปเปอร์มินต์ ที่ให้ความรู้สึกเย็น และยังมี "ลูกเล่น" ที่น่าตื่นตาตื่นใจ อย่างเช่น บับเบิ้ลกัมพ์ (หมากฝรั่งที่ยืดหยุ่นได้ มีลักษณะเป่าแล้วเกิดฟอง) ลูกอมและหมากฝรั่งผสมที่มีลักษณะคล้ายอมยิ้ม

จากเดิมที่ใช้หมากฝรั่งช่วยระงับกลิ่นปากและทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น ในปัจจุบัน มีพัฒนาให้สามารถปกป้องเหงือกและฟัน เช่น หมากฝรั่งแบบไม่มีน้ำตาลโดยมีสารให้ความหวานเทียมจากไซลิทอลหรือน้ำตาลแอลกอฮอล์ธรรมชาติชนิดหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมี หมากฝรั่งสำหรับลดการติดบุหรี่ ซึ่งช่วยให้ประชาชนได้ประโยชน์มากกว่าความอร่อยอย่างเดียว

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สิวตัวร้ายเกิดขึ้นได้ยังไง


สิวเป็นอีกหนึ่งปัญหาพาเซ็งที่สาวๆ หลายคนต้องประสบพบเจอ ซึ่งสาวๆ หลายคนถึงกับเอ่ยปากว่า “อยากรู้จริงๆ ชั้นไปทำอะไรให้ ทำไมต้องมาขึ้นหน้าชั้นด้วย” …
>>> เริ่มต้นจากเมื่อร่างกายเริ่มผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจน มักเกิดขึ้นในช่วงก่อน/หลังมีประจำเดือน ฮอร์โมนจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวขยายใหญ่ขึ้น
>>> และเมื่อต่อมไขมันถูกขยายใหญ่ขึ้น จะมีน้ำมันที่เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ตามธรรมชาติของผิว ถูกผลิตออกมามากเกินไป และในขณะที่น้ำมันเดินทางจากต่อมไขมันสู่ปากรูขุมขน เกิดไปผสมเข้ากับแบคทีเรียและเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งอยู่ในรูขุมขน ทำให้เกิดการเข้มข้นเป็นพิเศษจึงเกิดการอุดตันรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวนั่นเอง
>>> ตามปกติ เซลล์ที่ตายแล้วในรูขุมขนจะค่อยๆ ถูกกำจัดออกสู่ปากรูขุมขนโดยน้ำมันหรือเหงื่อ แต่เมื่อฮอร์โมนแอนโดรเจนกระตุ้นให้ต่อมไขมันใหญ่ขึ้นและผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เซลล์ผิวหนังในรูขุมขนก็จะผลิตและตายเร็วขึ้นด้วย เมื่อมีเซลล์ที่ตายอยู่มาก ก็จะเกิดการอุดตันในรูขุมขนมากขึ้นเป็นทวีคูณ

>>> เมื่อรูขุมขนเกิดอุดตัน บวกเข้ากับเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งปกติแล้วก็อาศัยอยู่ตามผิวหนังและรูขุมขน แต่เมื่อเกิดการอุดตัน เชื้อแบคทีเรียซึ่งไม่ชอบออกซิเจน ก็จะแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วผิดปกติ จนเกิดเป็นสาเหตุของการอักเสบในรูขุมขนขึ้น

>>> เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นแล้ว เม็ดเลือดขาวในร่างกายก็จะฆ่าแบคทีเรีย ทำให้สิวเกิดเป็นตุ่มแดง บวม เจ็บ และเกิดเป็นหัวหนองในที่สุด

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เคล็ดลับการทำข้อสอบ



นักเรียนส่วนมากรู้สึกว่าการสอบเป็นเรื่องยาก ทำให้เครียด
กังวลและท้อใจถ้าผลการสอบออกมาไม่ดี หลายคนชอบเรียนแต่ไม่ชอบสอบ แต่ถ้าเราลองคิดในแง่ดีแล้ว การสอบมีประโยชน์มาก เพราะทำให้เรารู้ว่าผลการเรียนของตนเองอยู่ในระดับใด จะได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น จงจำไว้ว่าคุณก็สามารถที่จะเอาชนะการสอบได้ ขอเพียงแต่คุณตั้งใจ แบ่งเวลาและเตรียมตัวสอบให้ดี วันนี้จะแนะนำเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการสอบให้ทราบกัน
1.เตรียมอุปกรณ์การสอบไปให้พร้อม เช่น ปากกา ยางลบ ไม้บรรทัดรวมทั้งบัตรประจำตัวด้วย
2.ถ้าเลือกได้ให้เลือกที่นั่งที่ไร้สิ่งรบกวนและคุณรู้สึกสบาย มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีเสียงที่ดังเกินไปรบกวน
3.อ่านคำสั่งของข้อสอบให้เข้าใจ ถ้ามีปัญหาอะไรให้ถามผู้คุมสอบทันทีจะได้ไม่มีปัญหาว่าทำข้อ สอบผิด
4.ขีดเส้นใต้คำสำคัญ เช่น ไม่ เหตุใด และพิจารณาให้ดีว่าในคำถามหนึ่งข้อมีคำถามย่อยหรือไม่
5.เรียบเรียงความคิดว่าจะตอบคำถามแต่ละข้ออย่างไร
6.จัดแบ่งเวลาสำหรับการทำข้อสอบแต่ละข้อ โดยเฉพาะถ้าเป็นข้อสอบแบบอัตนัย
7.ควรทำข้อสอบส่วนที่มีสัดส่วนคะแนนมากที่สุดก่อน หรือถ้าทำไม่ได้ ให้ทำส่วนที่คิดว่าทำได้แน่นอน อย่างน้อยจะได้มีคะแนนบ้าง
8.ถ้าเป็นข้อสอบเขียนบรรยายก็ควรเขียนด้วย ลายมือที่อ่านง่าย ใช้ปากกาสีน้ำเงินหรือสีดำ จะได้สบายตาผู้ตรวจ และกระดาษคำตอบควรจะสะอาดเรียบร้อย
9.ตรวจความถูกต้องอีกครั้งก่อนส่งข้อสอบ ดูว่าทำถูกต้องตามคำสั่งหรือไม่ ตอบคำถามครบหรือเปล่า
10.หากพบสิ่งผิดปกติในห้องสอบ หรือมีสิ่งรบกวนการสอบ เช่น นอกห้องดังเกินไป ให้บอกผู้คุมสอบทันที
แต่พึงคิดไว้เสมอว่าไม่ว่าเราจะมีเคล็ดลับในการทำข้อสอบดีเลิศซักขนาดไหน สุดท้ายคะแนนสอบจะดีหรือไม่ดีอย่างไรมันก็อยู่ที่ตัวเราว่าเราได้ทุ่มเทให้มันเพียงพอหรือยัง อย่าลืมตั้งใจอ่านหนังสือกันนะค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

6 วิธี ทำให้ตัวเองดูเป็นคนฉลาด


คนคุณภาพ
ทำตัวเองให้ดูเป็นคนมีคุณภาพ โดยเริ่มจากรับผิดชอบงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายให้ดีซะก่อน แล้วค่อยคิดที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น
ฉลาดอย่างถูกต้อง
หากเราต้องการให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนฉลาด อย่าทำผิดศีลธรรมเป็นอันขาด ไม่ใช่เพราะโกงหรือหลอกลวงคนอื่นว่าเราฉลาด เพราะความฉลาดต้องมาจากความฉลาดอย่างถูกต้องเท่านั้น ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นความฉลาดที่ยั่งยืน
อัพเดทข่าวใหม่เสมอ
ติดตามข้อมูลข่างสารใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ อ่านหนังสือพิมพ์ให้มากกว่า 1 ฉบับต่อวัน ถ้าเป็นไปได้ยามว่างก็ลองหานิตยาสารดีๆซักเล่มมานั่งอ่าน ให้หัวสมองได้ทำงานบ้าง
ใช้เหตุผล...และคิดก่อนทำ
เคยเห็นคนโกรธ โมโหร้าย ใช้แต่อารมณ์โดยไม่ฟังเหตุผลหรือเปล่า สถาพคงไม่น่ามองแน่ๆ แล้วถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างนั้นหรอ อย่าลืมซะว่า เหตุผล มาก่อนอารมณ์มันดีกว่าเป็นไหนๆ คนฉลากที่ไหนเค้าก็ทำกันทั้งนั้น ถ้างั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วล่ะว่า จะเลือกที่จะฉลาด หรือโง่ ล่ะ
nobody's perfect
เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าnobody's perfectจงรู้จักที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นสิ่งเตือนความจำ น้องๆเคยได้ยิน คำว่า “ผิดเป็นครู” หรือเปล่าจ๊ะ นั่นแหละ เค้าต้องการจะสอนว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะสอนเราให้เราเก่งและฉลาดขึ้น เพื่อพร้อมจะเผชิญหน้าต่ออุปสรรค์ต่างๆ
ไม่เหมือนใคร
คิดซะว่า ตัวเรามีแค่คนเดียวไม่ซ้ำใคร อย่าเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่น ข้อดีข้อเสีย จุดด้อยจุดเด่น ของแต่ละครย่อมไม่เหมือนกันอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเป็นตัวของตัวเองกันดีกว่า ลองดึงจุดเด่น และข้อดี ของตัวเราออกมาใช้ดูซิ แล้วจะพบว่า ตัวเองมีค่าขึ้นอีกเยอะเลย